10 สถานที่ในประเทศพม่าที่คุณไม่ควรพลาด ……….

พม่า หรือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นสังคมปิดมานานหลายปี แต่หลังจากเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในรอบ 50 ปี พร้อมกับกำลังจะเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนด้วยแล้ว ทำให้นักเดินทางหลาย ๆ คน อยากเดินทางไปสัมผัสกับความเจิดจรัสของดินแดนแห่งนี้ เพราะถือเป็นแหล่งร่ำรวยอารยธรรมที่อุดมไปด้วยโบราณสถาน เมืองโบราณ และมหาบูชาสถานศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ยังคงความงดงามไว้ พม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่น่าสนใจ เที่ยวไม่ยาก ราคาไม่แพง เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คุ้มค่าการเดินทาง เหมาะสำหรับทุกท่าน

สหภาพเมียนมาร์ (Union of Myanmar) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งชาวตะวันตกเรียกประเทศนี้ว่า Burma จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 พม่าได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Myanmar ชื่อใหม่นี้เป็นที่ยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ แต่บางชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับรัฐบาลทหารที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ ปัจจุบันหลายคนใช้คำว่า Myanmar ซึ่งมาจากชื่อประเทศในภาษาพม่าว่า Myanma Naingngandaw และชาวพม่าเรียกชื่อประเทศตนเองว่า บะหม่า

  1. พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

Shwedagon

Shwedagon

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองพม่า เป็นเจดีย์ทองคำที่งดงาม ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมืองย่างกุ้ง มีความสูง 109 เมตร ประดับด้วยเพชร 544 เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด  มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่น้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่าจะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้  รอบๆฐานพระมหาเจดีย์รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กๆ นับร้อยองค์ มีซุ้มประตูสี่ด้าน ยอดฉัตรองค์พระมหาเจดีย์ประกอบด้วยเพชรและพลอยมากมาย ภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้บรรจุเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย และยังเป็น 1ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า ซึ่งมีทั้งผู้คนชาวพม่า และชาวต่างชาติพากันสักการะทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่ขาดสาย ณ ที่แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นความงามของวิหารทิศที่ทำเป็นศาลาโถงครอบด้วยหลังคาทรงปราสาทซ้อนเป็นชั้นๆ ที่เรียกว่า พยาธาตุ รายรอบองค์พระเจดีย์

  1. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวซิกอง

myanmar-guide-shwezigon-paya

Shwezigon

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวซิกอง แห่งเมืองพุกามหรือบากัน
เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างโดยพระเจ้าอโรรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900 ปีเศษมาแล้ว ภายหลังทรงยกทัพไปตีมอญที่อาณาจักรสุธรรมวดี ได้แล้วทรงกวาดต้อนชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิตมาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่าได้รับอิทธิพงศิลปวัฒนธรรมจากมอญมาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น “ชเวซิกอง” แปลว่า “เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

พระเจดีย์ซิกองเป็นที่บรรจุพระธาตุสำคัญ ๓ ส่วน คือ พระเขี้ยวแก้ว ที่กษัตริย์แห่งศรีลังกาได้นำมาถวาย พระธาตุกระดูกไหล่ ที่นำมาจากเมืองศรีเกษตร (ใกล้เมืองแปร) และพระธาตุพระนลาฏ (หน้าผาก)

อัศจรรย์ 9 อย่างของมหาเจดีย์ชเวซิกอง

1 ดูเหมือนว่า ตั้งอยู่บนเนินเขาแต่จริงๆอยู่บนพื้นราบเท่ากับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ

2 ฉัตรบนยอดเจดีย์ปักอยู่บนยอดโดยไม่มีลวดยึดไว้เลย

3 กระดาษที่ทิ้งลงมาจากยอดเจดีย์จะไม่ปลิวออกจากบริเวณเจดีย์

4 เงาของเจดีย์จะไม่เกินออกไปจากฐานล่าง

5 ต้นไชยา (พิกุล) ออกดอกตลอดทั้งปี

6 คนจะมานมัสการมากเท่าใดก็ไม่เคยเต็มรับได้หมด

7 ฝนตกมากๆ แต่น้ำก็ไม่ขังในบริเวณเจดีย์

8 เมื่อเราตีระฆังด้านขวา ด้านซ้ายจะไม่ได้ยิน

9 เมื่อมีเทศกาลประจำปี ไม่เคยมีใครใส่บาตรได้เป็นคนแรก เพราะถึงจะมาเช้าแค่ไหน แต่ก็จะมีคนใส่บาตรแล้ว (เชื่อว่าเทวดามาใส่ก่อนเสมอ)

  1. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอว์

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอว์ เจดีย์นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์แห่งหงสาวดี และนับเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่า คนไทยนิยมเรียกว่า “พระธาตุมุเตา” ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งครั้งก่อนเป็นสถานที่ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ก่อนออกศึกของบูรพกษัตริย์ ในสมัยโบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์มอญหรือพม่า รวมทั้งพระเจ้าบุเรงนองด้วย และเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระนางสุพรรณกัลยา ทรงประทับอยู่ในหงสาวดี ก็เคยเสด็จมานมัสการพระเจดีย์องค์นี้ ยังเคยผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง ทำให้ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ด้วยความศรัทธาที่ชาวเมืองมีต่อเจดีย์องค์นี้ จึงได้ทำการสร้างเจดีย์ชเวมอดอว์ขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต (ตอนแรกที่สร้างสูง 70 ฟุต) เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะแบบมอญอย่างเด่นชัด คือมีฉัตรแบบเรียบๆและมีองค์ระฆังของเจดีย์มีลักษณะแคบเรียว ภายนอกหุ้มด้วยทองจังโก้ ภายในเป็นอิฐกลวง นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ส่วนปลียอดที่พังลงมาก็ได้ตั้งไหว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาควบคู่ไปกับเจดีย์องค์ปัจจุบัน

  1. เจดีย์ไจก์ทิโย

เจดีย์ไจก์ทิโย  หรือในชื่อเรียกที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักคือ  พระธาตุอินทร์แขวน  โดยมีความเชื่อมาแต่ครั้งโบราณว่า พระอินทร์ได้เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อนำพระธาตุมาวางไว้ที่ยอดผา  เพื่อให้ผู้คนได้มาเคารพสักการะ  เจดีย์นี้ตั้งอยู่ในเมืองไจก์โท่ (Kyaikhato)  ที่อยู่ห่างจาก เมืองพะโคไปทางเหนือประมาณ   70 กิโลเมตร เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะที่แปลกแตกต่างไปจากเจดีย์อื่นๆ คือเป็นลักษณะของก้อนหินที่ปิดทองไว้รอบๆ องค์เจดีย์ ตั้งวางอยู่บนปลายหน้าผาได้อย่างน่าอัศจรรย์  บนความสูงจากพื้นดินกว่า 1,200 เมตร

พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย  ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขา Paung Laung เหนือระดับ น้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือ มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันเหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ พระธาตุอินทร์แขวนนับเป็น1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ และยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข) ที่คนเกิดปีนี้ต้องไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

มีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระ พุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะ ของเขา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทรและนำมาวางหรือแขวนไว้บน ภูเขาหิน บางตำนานก็เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน เมื่อใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับพระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา

  1. เจดีย์เยเลพญา

เจดีย์เยเลพญาหรือคนพม่าเรียก เจ๊าตันเยเลพญา (Kyauktan Yele Paya) เป็นวัดเจดีย์บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางแม่น้ำย่างกุ้ง สำหรับที่มาของคำว่า เจ้าตันเยเลพญา คือ เจ๊าตันเป็นชื่อเมือง เชื่อกันว่าสร้างโดยคหบดีชาวมอญ เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยมอญยังรุ่งเรือง ในตอนสร้าง ได้อธิษฐานไว้ว่า ถ้าน้ำท่วมก็อย่าให้ท่วมองค์เจดีย์ ถ้ามีคนมากราบไหว้มากเท่าไหร่ก็อย่าให้ล้นพื้นที่นั้นๆ ตามความเชื่อแล้ว เจดีย์เยเลพญา เป็นเจดีย์ยอดฮิตของพ่อค้าแม่ค้า และนักธุรกิจทั้งหลาย เพราะเชื่อกันว่า หากใครได้มีโอกาสมาขอพรที่เจดีย์เยเลพญาแล้วจะทำให้การค้ารุ่งเรื่อง อีกทั้งภายในเจดีย์ยังมีพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ใจกลางเจดีย์ ทำจากหินอ่อนปิดทองอร่ามองค์ งดงามเป็นอย่างมาก แต่หนึ่่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ต้องสักการะให้ได้บนเกาะเจดีย์เยเลพญาเล็กๆ แห่งนี้คือ พระอุปคุต โดยวิหารของพระอุปคุตถูกสร้างยื่นออกมาจากเกาะเล็กน้อย เพื่อให้อยู่ใจกลางน้ำ

เจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น และเจดีย์แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่อง ไหว้พระขอพรทำธุระกิจทางการค้า

  1. เจดีย์โบดาทาวน์

เจดีย์โบดาทาวน์เป็นเจดีย์ที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรับพระเกศาธาตุก่อนที่จะนำไปบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากอง  เมื่อพระเกศาธาตุได้ถูกอัญเชิญขึ้นจากเรือได้นำมาประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์แห่งนี้ก่อน  องค์พระเจดีย์ได้ถูกทำลายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่  โดยที่ใต้ฐานพระเจดีย์มีโครงสร้างโปร่ง ให้คนเดินเข้าไปภายในได้  ด้านฝาผนังใต้ฐานพระเจดีย์ได้นำทองคำและของมีค่าต่างๆ  ที่พุทธศาสนิกชนชาวพม่านำมาถวายองค์พระเจดีย์มาจัดแสดงไว้

เจดีย์โบดาทาวน์ แปลว่า เจดีย์นายทหาร 1000นาย ตามตำนานเล่าขานว่า เมื่อราว 2000 ปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งเมืองตะเกิงหรือดากอง ณ บริเวณนี้ จึงสร้างเจดีย์โบตะทาวน์ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ ก่อนนำไปบรรจุในมหาเจดีย์เวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ เจดีย์โบดาทาวน์จึงเป็นหนึ่งในมหาบูชาสถานของชาวมอญและพม่าเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบดาทาวน์องค์เดิมถูกทำลายพินาศ แต่ในระหว่างการบูรณะได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ
ครั้นเมื่อเจดีย์โบดาทาวน์องค์ใหม่ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2496 จึงนำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์ และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ยังมีสิ่ง ที่นาชมในอาณาบริเวณเจดีย์โบดาทาวน์คือ พระพุทธรูปทองคำ ประดิษฐานในวิหารด้านขวา ซึ่งเป็นพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก ตามประวัติว่าเคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์ ต่อมาในปี 2488 พระพุทธรูปองค์นี้ถูกจัดไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ต นอกจากพระพุทธรูปทองคำแล้ว ยังมี พระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเก็บรักษาไว้ในตู้กระจก อยู่ใกล้ๆกับวิหารพระทองคำ และด้านซ้ายมื้อจะมีรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ซึ่งชาวมอญและพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ

  1. พระราชวังบุเรงนอง

พระราชวังบุเรงนอง เมืองหงสาวดี หากพูดถึงกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเมืองหงสาวดีก็เห็นจะไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนโดดเด่นเท่า พระเจ้าบุเรงนอง (หรือที่คนไทยรู้จักในดีจากวรรณกรรมเรื่อง“ผู้ชนะสิบทิศ”) เพราะเป็นผู้สร้างเมืองหงสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยพระองค์ได้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นในปี พ.ศ. 2109 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองและใช้ออกว่าราชการ
พระเจ้าบุเรงนอง สร้างเมืองหงสาวดีให้มีป้อมปราการเป็นมหานครกว้างขวาง พระราชวังตั้งอยู่ตรงกลางเมือง มีประตูซุ้มยอดด้านละ 3 ประตูให้เรียกตามชื่อเมืองประเทศราชที่ถูกเกณฑ์คนไปทำการ
ประวัติศาสตร์ระบุว่าบุเรงนองสร้างวังกัมโพชธานีและขยายกำแพงเมืองหงสาวดีใหม่แล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2109 แต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่หนึ่งในปี พ.ศ. 2112 แล้วประตูโยเดียมีขึ้นได้อย่างไร ก็ได้คำตอบว่า พงศาวดารพม่าถือว่าได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราชตั้งแต่คราวสงครามช้างเผือก พ.ศ.2106 การไปตีช้ำในปี พ.ศ. 2112 ถึงถือเป็นสงครามกำราบที่อยู่อยุธยาแข็งข้อ พระเจ้าบุเรงนองจึงทรงได้พระนามเมืองครองราชย์แล้วว่า “พระเจ้าสิริสุธรรมราชา” คู่กับพระนาม “หานตาวดีเซงพยู่เชงพญา” หรือ “พระเจ้าหงสาวดีช้างเผือก” ด้วยทรงมีช้างเผือกคู่บารมีถึง 11 เชือก ในจำนวนนั้นเป็นช้างที่ได้จากกรุงศรีอยุธยาถึง 7 เชือก
พุทธศักราช 2124 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเสด็จสวรรคตขณะพระชนมชีพ 65 พรรษา แล้วสัจธรรมแห่งความรุ่งเรืองร่วงโรยก็คืบคลานเข้ามาถึง เมื่อพระราชโอรสนันทบุเรงผู้สืบราชบัลลังก์ไม่เข้มแข็งเด็ดขาดพอที่ประเทศราชจะยำเกรง โดยเฉพาะเมื่อเมืองแปรกระด้างกระเดื่อง ตองอูแข็งเมือง สมคบพวกยะไข่บุกเผากรุงหงสาวดีราบเรียบในปี พ.ศ.2142 แล้วจัดแจงแบ่งทรัพย์สมบัติกันเบ็ดเสร็จ ทั้งๆที่ประเจ้าแปรนั้นคือโอรสและพระเจ้าตองอูเองก็เป็นพระอนุชาของนันทบุเรงนั่นเอง หงสาวดีที่เคยยิ่งใหญ่วายวอดหมดสิ้น
ในสมัยพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งพระราชวังเดิมนั้นเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกัน มีการค้นพบเสาและกำแพงเดิมที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่าจึงได้ทำการขุดค้นและสร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นมาใหม่ โดยถอดแบบจากของเดิม ซึ่งพระตำหนักที่ประทับบรรทมสีทองเหลืองอร่ามที่ดูโดดเด่นชวนมองในรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่า และท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าการก็ดูโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมพม่าสีทองเหลืองอร่ามทั้งภายนอกและภายใน

  1. พระมหามัยมุนี

พระมหามัยมุนีเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเมียนมา หรือที่คนเมียนมาเรียกว่า พระมหาเมียะมุนี แปลว่า “ผู้รู้อันประเสริฐ”  (The Great Sage) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดหนึ่งในห้าของประเทศเมียนมาร์

พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.5 เมตร สูง 4 ฟุต 7 นิ้ว หนัก 6.5 ตัน ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดมหามัยมุนี (Mahamuni Temple) เมืองมัณฑะเลย์ ชื่อเดิมของวัดคือ ปยกยี (Payagyi) หมายถึง วัดยะไข่ เพราะแต่เดิมพระมหามัยมุนีประดิษฐานอยู่ที่ยะไข่ ซึ่งพระจันทสุริยะ กษัตริย์ชาวยะไข่ แห่งเมืองธรรมวดี โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.688-689

พระมหามัยมุนี สร้างขึ้นสมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ ซึ่งก่อนที่จะสร้าง กษัตริย์พระองค์นั้นทรงพระสุบินว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธรูปองค์นี้เป็นตัวแทนของพระองค์เพื่อเป็นเครื่องสืบพระศาสนาภายภาคหน้า ในช่วงที่เมืองยะไข่ถูกโจมตีโดยกษัตริย์เมืองอื่นแต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกจากเมืองยะไข่ได้ จนมาถึงในสมัยพระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์คองบองสามารถตียะไข่ได้จึงอัญเชิญพระมหามัยมุนีออกจากยะไข่มาประทับที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จในปีพ.ศ. 2327 พระมหามัยมุนีจึงได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์นับแต่นั้น แต่ปัจจุบันเมียนมายังเรียกพระมหามุนีอีกชื่อหนึ่งว่าพระยะไข่

  1. เจดีย์ชเวซานดอว์

เจดีย์ชเวซานดอว์ สร้างขึ้นใน ค.ศ.1057 โดยพระเจ้าอโนรธาโปรดให้สร้างเจดีย์ชเวซานดอว์เพื่อบรรจุพระเกศธาตุจากเมืองมอญ เจดีย์ประกอบด้วยฐานในผังสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมจำนวนถึง 5 ชั้น ซึ่งมีจำนวนฐานมากกว่าเจดีย์ชเวซิกอง แต่ละชั้นมีทางประทักษิณพร้อมบันไดขึ้นทุกด้าน องค์ระฆังมีขนาดค่อนข้างเล็กเนื่องจากตั้งอยู่บนฐานสูง ไม่มีบัลลังก์ ถัดขึ้นไปได้แก่ปล้องไฉนทรงกรวยเตี้ย ปัทมบาทและปลี ด้วยเหตุที่ฐานที่มีจำนวนมากเกินไปและองค์ระฆังที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้เจดีย์แบบพม่าแท้องค์นี้ไม่ได้รับการพัฒนาต่อ แตกต่างไปจากเจดีย์ชเวซิกองที่มีความลงตัวทางด้านสัดส่วนมากกว่า และได้รับสืบทอดไปสู่ศิลปะในระยะหลัง

  1. ตลาดสก๊อตมาร์เก็ต

ตลาดโบโจ๊ก หรือ ทัวร์พม่า สก๊อตมาร์เก็ต สร้างโดยชาวสก็อต เมื่อครั้งพม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารการรถไฟของประเทศพม่าในกรุงย่างกุ้ง  เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00 – 17.00 น. เป็นสถานที่ช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศพม่า เป็นแหล่งศูนย์รวมของฝากทุกชนิด เป็นตลาดที่มีสินค้าหลากหลายมาก ทัวร์พม่า ตั้งแต่อาหารนานาชนิด   เสื้อผ้า  ของที่ระลึกต่างๆ เครื่องเงิน, อัญมณี ไม้แกะสลักพระพุทธรูปเทวรูปที่ทำด้วยไม้จันทน์, เครื่องแกะสลัก, เครื่องลงรักปิดทองต่างๆ, ถ้วยชามกังไสจีนโบราณ , โคมไฟแก้ว และแจกันเจียระไนโบราณ, นาฬิกาข้อมือเก่า, ผ้าไหมลายต่างๆ ไปจนถึงบรรดาว่านต่างๆ เช่น ว่านหงสาวดี ภาพวาดสีน้ำมันรูปทิวทัศน์ของพม่า, สินค้าจากชนกลุ่มน้อย ฯลฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีอาคารหลายหลังเชื่อมต่อกันหลายหลัง มีสินค้าวางขายแทบทุกชนิด คล้ายจตุจักรและสยามบ้านเรา สินค้าของที่นี่ ก็ราคาไม่แพงด้วย เห็นอะไรก็อยากจะซื้อไปหมด อย่างไรก็ตามราคาสามารถต่อรองราคากันได้ สามารถเดินช็อปปิ้งได้สบายใจเลย หากมาที่นี่อย่าลืมไปเตร็ดเตร่หาภาพวาดสีน้ำมันสวยๆ ภาพวาดที่ตลาดสก็อตนี้มีมาก สวยๆทั้งนั้น และราคาไม่แพงเลยประมาณ 3-7 เหรียญ ไปจนถึง 40-60 เหรียญ

Comments

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.