1. หัวสิง Merlion Park
2. Universal Studio
3. Resorts World Sentosa
4. Orchard Road
5. Clarke Quay
6. Gardens by the Bay
7. Singapore Flyer
8. Singapore Botanic Gardens
9. Buddha Tooth Relic Temple
10. Marina Bay Sands

07
1. หัวสิง Merlion Park

หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า สิงโตทะเล มีหัวเป็นสิงโต ลำตัวเป็นปลา ยืนอยู่บนยอดคลื่น แรกเริ่มเลยเจ้าตัวสิงโตทะเลนี้เป็นสัญลักษณ์ของคณะกรรมการการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board หรือ STB) ที่ถูกออกแบบขึ้นในปี พุทธศักราช 2507 โดย นายฟราเซอร์ บรูนเนอร์ สมาชิกคณะกรรมการฝ่ายของที่ระลึกและผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแวนคลีฟ (Van Kleef Aquarium) และในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2509 สิงโตทะเล หรือ เมอร์ไลออน ได้รับการจดทะเบียน เป็นเครื่องหมายการค้าของคณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ (Singapore Tourist Promotion Board หรือ STPB) ในการออกแบบเจ้าตัวสิงโตเมอร์ไลออน ได้สอดแทรกกับความเป็นจริงที่ว่า หัวเป็นสิงโต หมายถึงสิงโตที่เจ้าชายซางนิลา อุตามะ พบตอนที่ท่านเจอ เกาะสิงคโปร์ใน ค.ศ. 11 ตามที่บันทึกไว้ใน “บันทึกของชาว มาเลย์” (Malay Annals) หางปลาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโบราณชื่อ เทมาเส็ก (Temasek) (ถ้าแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นนั้นคำนี้มีความหมายว่า ทะเล) ในประเทศสิงคโปร์ เป็นที่รู้จักกันก่อนที่เจ้าชายซางนิลาจะตั้งชื่อให้ว่า “สิงคปุระ” ที่เป็นภาษา สันสกฤต มีความหมายว่า เมือง (ปุระ) แห่งสิงโต (สิงค์) และยังหมายถึงจุดเริ่มต้นอันน่าเศร้า ที่ว่าสิงคโปร์เป็นเพียงแค่ “หมู่บ้านชาวประมง”

รู้หรือไม่ว่า เมอร์ไลออน หรือ สิงโตทะเลนั้น มี 2 ตัว สิงโตทะเลตัวแม่ สูง 8.6 เมตร หนัก 70 ตัน สร้างขึ้นจากซีเมนต์ฟอนดู โดยช่างฝีมือชาวสิงคโปร์ที่ชื่อ ลิมนางเส็ง (Mr.Lim Nang Seng) ส่วนรูปปั้นตัวที่ 2 นั้นมีขนาดเล็กกว่า สูงเพียงแค่ 2 เมตร หนัก 3 ตัน ถูกสร้างโดยช่างคนเดิมนั่นเองลำตัวทำจากซีเมนต์ฟอนดู ผิวทำจากจานลายคราม และตาทำจากถ้วยชาสีแดงขนาดเล็ก

แต่เดิมแม่สิงโตและสิงโตน้อย ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำสิงคโปร์ ตรงข้ามกับ Elizabeth Walk ห่างจากที่ตั้งตัวปัจจุบันเพียง 120 เมตร จึงเรียกบริเวณนี้ว่า สวนสิงโตทะเล ( Merlion Park) ต่อมาไม่นานบริเวณดังกล่าวก็เป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสิงคโปร์ และในเวลาต่อมาก็กลายเป็น landmark ที่ดังแห่งหนึ่งของโลก

08
2. Universal Studio

ภายในสวนสนุก Universal Studio นั้นมีทั้งหมด 7 โซน
1. โซน Hollywood
โซนแรกนั้นบอกเลยไม่ธรรมดา มีทั้ง ร้านค้า โชว์ต่างๆ เช่น การถ่ายรูปกับตัวการ์ตูนหรือมาสคอต (มีแผนที่แจกที่โซนนี้ด้วยนะคะ)

2. โซน Madagascar
เป็นโซนที่รวบรวมตัวการ์ตูนในดวงใจของทุกท่านไว้ และเครื่องเล่นที่เป็นจุดเด่นเลยก็คือ Madagascar a Crate Adventure ขอแอบกระซิบว่า ระวังเปียกกันด้วยนะคะ แต่ถ้าท่านใดอดใจไม่ไหวไม่ต้องเป็นกังวลค่ะ ที่นั่นมีบริการเป่าแห้งให้นะคะ (ระวัง!! นักท่องเที่ยวท่านอื่นแจมฟรีด้วยนะคะ )

3. โซน Far Far Away
จุดเด่นของโซนนี้เลยคือ Shrek 4-D Adventure เจ้ายักษ์ตัวเขียวสุดกวน พร้อมทั้งผองเพื่อน ยกขบวนกันมาในรูปแบบ 4D และยังไม่หมดเพียงเท่านั้น!! เจ้าแมวสุดเท่อย่าง Puss In Boots ก็ยกขบวนกันมามันส์ ไปเสียวกันกับ Puss In Boots’ Giant Journey รถไฟเหาะขบวนแรกของโลกเลยทีเดียว การพจญภัยสุดเหวี่ยง ต้านแรงโน้มถ่วงบนอากาศเพื่อตามหาไข่ทองคำสุดหวงของเจ้ายักษ์ Great Terr ระวังไว้ด้วยนะคะเจ้ายักษ์ตัวนี้จะคอยขัดขวางไม่ให้เอาไข่ทองคำไปได้!! และ… ยังมีอีก 1 จุดเด่นสำคัญของโซนนี้เลยก็ว่าได้ นั่นคือ Battlestar Galactica: Human vs. Cylon รถไฟเหาะตีลังกาเครื่องเล่นที่จะทดสอบความกล้าของท่าน

4. โซน The Lost World
สาวก Jurassic World ห้ามพลาดเลยค่ะ!! กับเครื่องเล่นชิ้นนี้ Jurassic Park Rapids Adventure ล่องแก่ง พจญภัยไปกับดินแดนไดโนเสาร์ ที่น่าตื่นเต้น ขอบอกเลยนะคะว่า เปียกแน่นอนเลยค่ะ

5. โซน Ancient Egypt
บอกเลยเล่นโซนนี้ต้องใจแข็งกันหน่อยนะคะ เพราะโซนนี้คือ อียิปต์โบราณ และจุดเด่นเครื่องเล่นโซนนี้นั่นก็คือ… Revenge of the Mummy รถไฟเหาะที่จะนำพาคุณไปในแดนมัมมี่ และฝูงแมลงอันน่าสะพรึงกลัว ภายใต้ความมืดและความเร็วสู

6. โซน Sci-Fi City
มาถึงโซนที่เกือบจะสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดแล้วนะคะ โซนนี้บอกเลยว่า… หวาดเสียวอีกเช่นเคย เพราะจุดเด่นของโซนนี้นั่นคือ Battle Star Galactica Human กับ Battlestar Galactica Cylon เป็นรถไฟเหาะที่สูงที่สุดในโลก!! และนั่นยังไม่พอ ยังเป็นที่แรกในสิงคโปร์อีกด้วยนะคะ นอกจากความสูงที่น่าหวาดเสียวแล้วนั้น รถไฟเหาะทั้ง 2 รางนั้น ยังสวนทางกันอีกด้วยค่ะ!!!!

7. โซน New York
เรามาถึงกับโซนสุดท้านและนะคะ เราหยุดความหวาดเสียวแล้วมาเดินชิลๆกันดีกว่าค่ะ ที่โซนนี้จำลองจากมหานคร New York เมืองหลวงของโลก ซึ่งโซนนี้ก็จะมีจุดเด่นเป็น Lights, Camera, Action คุณจะได้ชมการแสดงสเปเชียลเอฟเฟ็ค 4 มิติ หรือ 4D ในฉากอันน่าตื่นเต้น มหานครนิวยอร์กที่เจ้าเฮอริเคนลูกใหญ่ก็กำลังเตรียมถล่มเมืองกันในแบบที่ว่า นึกว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงเลยก็ว่าได้ สร้างและออกแบบโดยผู้กำกับ ชื่อดังอย่าง “สตีเฟน สปีลเบิร์ก”

09
3. Resorts World Sentosa

หรือคนมักจะเรียกย่อว่า “เซ็นโตซ่า” (Sentosa) เหมือนเป็นสวรรค์ของคนชอบความแปลกใหม่และไม่เหมือนใคร เซ็นโตซ่า ก็คงยังไม่หยุดที่จะค้นหาความแปลกใหม่ ด้วยอภิมหาโปรเจ็กต์สุดธรรมดา แต่ มันไม่ธรรมดา อย่าง “รีสอร์ท เวิลด์ เซ็นโตซ่า”

อาจจะฟังดูแล้วว่าไม่เห็นจะแปลกตรงไหน นี่แหละค่ะที่เราจะมานำเสนอ ภายในโรงแรมที่พักซึ่งตอนนี้มีให้เลือกถึง 4 แห่ง ถ้าไปกันแบบเป็นครอบครัวมีความรู้สึกอบอุ่น และ สำหรับครอบครัวที่พาคุณน้อง คุณหนูๆทั้งหลาย เหมาะสมแก่การเลือก Festive Hotel ซึ่งทางโรงแรมเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างเอาไว้ให้คุณหนูๆทั้งหลาย และพ่อแม่ไม่ต้องเหนื่อยและได้รับการพักผ่อนมากที่สุด แต่ถ้าเป็นสาวหนุ่มวัยรุ่นก็ต้อง Hard Rock Hotel หรือ Hotel Michacl ที่ออกแบบตกแต่งโดยดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง ไมเคิล เกรส ออกแนวอาร์ตแบบโมเดิร์นเหมาะแก่หนุ่มสาว วัยรุ่นสมัยใหม่ ที่ชอบความทันสมัย แบบไม่ซ้ำใคร แต่ถ้าติดหรูก็ขอแนะนำอันนี้เลย Crockford รับรองคุณจะไม่อยากออกไปไหนเลย เพราะ ความหรูหราที่จะทำให้คุณเป็นเหมือนดั่งเจ้าหญิงและเจ้าชายเลยทีเดียว
จบเรื่องที่พักอันน่าชวนฝันนั่นแล้ว เรามาต่อที่เรื่องกินกันดีกว่าค่ะ หากได้ไปแล้วก็ต้องลองไปชิมร้านอาหารที่เลือกเท่าไหร่ก็เลือกไม่ถูกที่นี่สักหน่อย ร้านนี้เป็นร้านของ OsiaScott Webster เชฟชื่อดังที่มาจากออสเตรเลีย เป็นอาหารตะวันตกที่ได้รสชาติเข้มข้นแบบตะวันออก และทีเด็ดของเชฟเลยคือ ขนมหวาน “ซุปช็อคโกแลต” แค่นั้นยังไม่พอนะ ยังมีคนไทยทำงานที่นั่นรับรองคุณจะได้รับคำแนะนำอาหารถูกปากคนไทยอย่างแน่นอน

แต่ถ้าคุณยังไม่อิ่มเราก็ยังมีอีกหนึ่งร้านนั่นคือ Palio เป็นอาหารอิตาเลียนสูตรจากแคว้นทัสคานี อาจจะดูเรียบๆ แต่ได้ลิ้มลองรสชาตินั้นแล้วบอกเลยค่ะ ลืมไม่ลง หรือถ้าคุณไม่ชอบอาหารอิตาเลี่ยน เราขอแนะนำอาหารฝรั่งเศส ร้านนี้เลยค่ะ โจเองโรบูชอง ที่เป็นเชฟมิชลินมือดี ที่เปิดเป็นสาขาแรกในสิงคโปร์เลย!!! แค่นี้ยังไม่จบค่ะ เรากลับมาอาหารใกล้ๆบ้านเราดีกว่า อย่าง อาหารจีนและญี่ปุ่น แถมของหวานเค้าก็ยังดีงามอีก อย่าง Boulangerie ให้เลือกด้วย แค่เดินตามหาของกินก็แทบจะไม่มีแรงเหลือไปทำอย่างอื่นแล้วล่ะสิ!!!!

10
4. Orchard Road

ย่านช๊อปปิ้งสินค้าแบรนเนม เต็มไปด้วยโรงแรมและศูนย์การค้ามากกว่า 27 ร้าน ลดสูงสุดถึง 90% !!

– Delfi Orchard
– Tanglin Shopping Centre
– Orchard Towers
– Forum The Shopping Mall
– Palais Renaissance
– Far East Shopping Centre
– Liat Towers
– Wheelock Place
– Shaw House
– Paragon sin

เอาเป็นว่า ถ้าไปแล้วไม่ได้ไปช๊อปที่นี่ พลาดมากกกกกค่ะ!

11
5. Clarke Quay

ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำสิงคโปร์ มีประวัติยาวนานถึง 150 ปี ในอดีตเคยเป็นท่าเทียบเรือที่ใช้ขนถ่ายสินค้าจากเรือสำเภาโบราณที่แล่นมาจากทั้งทางตะวันออกและตะวันตก ทั้งสองฝั่งแม่น้ำรายล้อมไปด้วยด้วยโกดังสินค้า กะลาสีเรือ กุลีขนของ และพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศไม่ว่าจะเป็น อาหรับ ฝรั่ง แขกชวา หรือ จีน
ในทุกวันนี้เป็นหนึ่งที่คนมาที่สิงคโปร์ต้องไม่พลาดเพราะที่นี่ได้ปรับแต่งโกดังสินค้า ให้มีสันที่น่าดึงดูดแล้วนั้น ยังมีร้านอาหาร ผับ บาร์ และ แหล่งบันเทิงที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเดินชิลๆตอนกลางวันหรือจะออกมารับลมตอนกลางคืนบอกเลยว่าแถวนี้คุณสามารถตามหา ปูผัดพริก อาหารชื่อดังของสิงคโปร์ได้อย่างง่ายดาย และถูกปากอย่างแน่นอน เรือแจวที่เราเห็นนั้นเคยใช้ขนถ่ายสินค้าแต่ในปัจจุบันถูกปรับมาเป็นเรือนำเที่ยวล่องแม่น้ำสิงคโปร์ไปยังท่าต่างๆ ได้เห็นความเจริญสองฝั่งแม่น้ำไปเรื่อยๆจนถึงปากอ่าวมารีน่า ใครที่มานั่งเรือที่นี่เพื่อกินลม ชมวิว จนไปถึง Marina Bay Sands ก็จะได้บรรยากาศที่คุณไม่อาจจะลืมมันได้เลย

12
6. Gardens by the Bay 

เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์และยังเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศสิงคโปร์แล้วจะไม่พลาดเลย สวนแห่งนี้มีจุดเด่น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของสถาปัตยกรรม พันธุ์ไม้นาชนิดมาจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งพืชตระกูลทะเลทราย พืชเมืองหนาว พืชที่อยู่บนดอยที่สูงระดับ 2,000 เมตรจากน้ำทะเล อย่างเช่นกุหลาบพันปี มีการทำโดมปรับอากาศเรือนกระจกรูปทรงเปลือกหอยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถึง 2 โดม โดยไม่มีเสาค้ำภายในโดม มีขนาดใหญ่ 2.2 และ 1.5 เท่าของสนามฟุตบอล
นอกจากนี้ยังไม่พอก็ยังมีกลุ่มต้นไม้ยักษ์ Supertree Grove จำนวน 18 ต้นเป็นรูปแบบของสวนแนวตั้งที่มีความสูงถึง 25-50 เมตร หรือโดยประมาณตึก 16 ชั้น มองเห็นได้ในระยะไกล ที่ด้านบนของต้นไม้ยักษ์มีการติด Solar cell เพื่อประหยัดพลังงานและหมุนเวียนใช้พลังงานในตอนกลางคื
การก่อสร้างสวน Gardens by the Bay นั้นมีมูลค่าโครงการถึง 1,035 ล้านดอลล่าร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 25,875 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง ยังไม่รวมราคาที่ดิน) มีพื้นที่ขนาด 1.01 ล้านตารางเมตร
พื้นที่ในสวน Gardens by the Bay มีทั้งหมด 3 ส่วนดังนี้ Bay South Garden, Bay East Garden และ Bay Central Garden ส่วนพื้นที่ที่ใหญ่มากที่คือ Bay South Garden
แล้วยังไม่จบเพียงเท่านั้น Gardens by the Bay การันตีความยิ่งใหญ่โดยรางวัลต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น World Building of the Year (World Achitecture Festival 2012, UK), 2013 RIBA Lubetkin Prize (Royal Institute of British Achitects)

13
7. Singapore Flyer

คือชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของสิงคโปร์ที่เปิดเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2008 และมีความสูงถึง 165 เมตร ใช้เวลาในการหมุนแต่ละรอบ 30 นาที สามารถมองเห็นสิงคโปร์ได้ทั่วทั้งเมืองแบบ 360 องศา และยังมีบริการ Dinner บนกระเช้าลอยฟ้าแห่งนี้ด้วย(แต่ต้องซื้อ Package ก่อนนะคะ )

14
8. Singapore Botanic Gardens 

สวนพฤกษศาสตร์อีกแห่งของสิงคโปร์ เป็นความตั้งใจที่จะสร้างประเทศสิงคโปร์ให้เป็นเมืองแห่งสวน และเป็นการก่อตั้งมาที่ยาวนานมาตั้งแต่ปี ค.ศ 1859 มีพืชหลากหลายสายพันธุ์ มีป่าฝน (Rainforest) สวนกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่เปิดตั้งแต่ 5.00 – 24.00 น. ซึ่งเป็นสวน ที่เปิดให้บริการดึกที่สุดในโลก และยังไม่มีการเก็บค่าเข้าชม แต่ยกเว้นในส่วนของ National Orchid Garden

15
9. Buddha Tooth Relic Temple 

สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระเขี้ยวแก้ว ของพระพุทธเจ้า มีสถาปัตยกรรมตามแบบของราชวงศ์ถัง ภายในวัดจะมี 4 ชั้น แบ่งออกโซนต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา ภายในห้องโถงที่เรียกว่า “Dharma Hall” มีพระ Bodhisattva Avalokitesvara ในอิริยาบถประทับนั่งเป็นประธานอยู่ ส่วนชั้นที่ 2 และ 3 ของวัดเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่สำคัญของพระพุทธศาสนาและของทางวัดซึ่งบางส่วนจะไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ในส่วนของชั้นบนสุดนั้นจะเป็นที่ตั้งของวิหารพระพุทธรูป 1 หมื่นองค์ หรือ Ten Thousand Buddhas Pagoda และจุดเด่นเลยนั่นก็คือตรงกลางภายในวัดจะมีกงล้อมนต์ หรือ Vairocana Buddha Prayer Wheel ตั้งอยู่ให้เราอธิฐานพอเราอธิฐานเสร็จแล้วเราจึงหมุนกงล้อนั่นเอง

16
10. Marina Bay Sands

ภายในอาคารแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความเป็นที่สุด “ในโลก”!!!!
เริ่มต้นด้วยค่าก่อสร้างที่แพงที่สุดในโลก เป็นมูลค่า 2 แสนล้านกว่าบาท รวมค่าที่ดินแล้ว
อันดับต่อมานั่นคือคาสิโนที่ใหญ่เป็นที่สุดในโลก ที่มีโต๊ะเล่นพนันมากถึง 500 โต๊ะ และ ตู้ slot machine มากถึง 1,600 ตู้
อันดับที่ 3 สระว่ายน้ำที่บนอาคารสูงระดับ 55 ชั้น กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และภายในอาคาร Marina Bay Sands มีจำนวนห้องพักถึง 2,561 ห้อง และยังรวมไปถึง ห้องนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ ห้างสรรพสินค้าและยังมีโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ อีกตั้ง 2 โรง บอกเลยหรูหรา เลอค่า มากค่ะ

 

1.สะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge)

สะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge)

หากกล่าวถึงสะพานที่ถูกภาพยนต์ใน Hollywood ถล่มมากที่สุดก็คงจะเป็น สะพานแขวนโกลเด้นเกท ก็ไม่รู้จะแค้นอะไรหนักหนาเนอะ เรียกได้ว่า ถ้าเป็นภาพยนต์ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆนี่ ขาดไม่ได้กันเลยทีเดียว

สะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge) ทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สร้างในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ เมื่อปี ค.ศ. 1933 เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1937 ตอนกลางสะพานยาว 1,280 เมตร กว้าง 27 เมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 67 เมตร มีทางรถยนต์ 6 ทาง รถบรรทุก 3 ทาง รถไฟ 2 ทาง ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สะพานโกลเดนเกตกลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ สะพานกลายเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย ปัจจุบันนี้เองผู้คนทั่วโลกเองก็ยังคงรู้จักสะพานโกลเดนเกตและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา และจากผลการสำรวจสถานที่ที่น่าประทับใจของสถาบันสถาปนิกอเมริกัน พบว่าอยู่ในอันดับที่ 5 ของสถานที่ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา

2.Las vegas Strip

Las vegas Strip

เบื่อมาเก๊าแล้วหรือยัง? เราขอแนะนำ Sin City เมืองแห่งคนบาป ไม่ว่าจะเป็น การพนัน การแสดงต่างๆ อาหารบุฟเฟ่ต์รสเลิศ ก็สัมผัสได้ที่นี่ และแน่นอนหากมาถึง Las vegas Strip ห้ามลืมไปดูระบำน้ำพุที่หน้าโรงแรม เบลลาจิโอ เป็นอันขาดดดด ของเค้าอลังมากก

3.อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนย่อน (Grand Canyon)

แกรนด์แคนย่อน

เราขอแนะนำ แกรนด์แคนย่อน ใครเป็นแฟนสิ่งมหัสจรรย์ของโลก หรือ ผู้หลงรักในธรรมชาติ ถือเป็นหนึ่ง Landmark ที่ต้องเก็บให้ครบกันเลยทีเดียว การเที่ยวที่ แกรนด์แคนย่อน หลักๆจะแบ่งเป็น
– West Rim จุดเด่นจะเป็น Sky Walk ซึ่งเป็นกระจกแก้วรูปตัวยู ได้ยื่นออกมาจากหน้าผา เหมือนได้เดินอยู่บนอากาศ สูงจากพื้นแม่น้ำกว่า 1,200 เมตร
– South Rim อันนี้แอดคิดว่า ธรรมชาติที่สุดเห็น Grand Canyon สุดลูกหูลูกตาจริงๆ
– North Rim อันนี้จะอยู่ในรัฐ Utah คนไม่ค่อยนิยมไปค่ะ สวยไม่เท่า South Rim

อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนย่อน (Grand Canyon) ความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในอนุรักษ์สถานของโลกตามมติของสหประชาชาติ แกรนด์แคนย่อนถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1776 ปีเดียวกับที่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ เกิดขึ้นโดยอิทธิพลของแม่น้ำโคโลราโดที่ไหลผ่านที่ราบสูง ทำให้เกิดการสึกกร่อนพังทลายของหินอันเป็นเวลา 225 ล้านปีมาแล้ว ต่อมาพื้นโลกเริ่มยกตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากแรงดันและความร้อนอันมหาศาลภายใต้พื้นโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปและกลายเป็นแนวเทือกเขากว้างใหญ่ การยกตัวของแผ่นดินทำให้ทางที่ลำธารไหลผ่านมีความลาดชันและน้ำไหลแรงมากขึ้น พัดเอาทรายและตะกอนไปตามน้ำเกิดการกัดเซาะลึกลงไปทีละน้อยๆในเปลือกโลก วัดจากขอบลงไปก้นหุบเหวกว่า 1 ไมล์ ( ประมาณ 1,600 เมตร ) และอาจลึกว่าสองเท่าของความหนาของเปลือกโลก ก่อให้เกิดหินแกรนิตและหินชั้นแบบต่างๆ พื้นดินที่เป็นหินทรายถูกน้ำและลมกัดเซาะจนเป็นร่องลึก สลับซับซ้อนนานนับล้านปี

4.ดิสนีย์แลนด์ปาร์ค (Disneyland Park )

ดิสนีย์แลนด์ปาร์ค (Disneyland Park )

ดิสนีย์แลนด์ปาร์ค (Disneyland Park ) ดินแดนแห่งจินตนาการและเทพนิยายของราชาการ์ตูน วอล์ทดิสนีย์
สาวน้อยสาวใหญ่ ใครๆก็อยากไปแน่นอน

สวนสนุกแห่งแรกของวอล์ท ดิสนีย์ (The Walt Disney)
เปิดเมื่อ 17 กรกฏาคม 2498 นั่งรถไฟหัวจักรพลังไอน้ำ ,ADVENTURE LAND, TOMORROW LAND, FANTASYLAND, MICKEY’S TOON TOWN สัมผัสกับชีวิตโจรสลัดแคริเบียน ผจญภัยบ้านผีสิง ล่องเรือรอบโลกกับตุ๊กตาใน SMALL WORLD, Pirate of the Caribbean, ตื่นเต้นกับ SPACE MOUNTAIN ผจญภัยกับอินเดียน่าโจนส์ Indiana Jones ชมโชว์ต่างๆ เช่น The Lion King หรือเลือกซื้อของที่ระลึกต่างๆ ชมขบวนพาเหรดของเหล่าการ์ตูน ของ Walt Disney และแน่นอนชมขบวนพาเหรดไฟสุดอลังการของสวนสนุกและการจุดพลุไฟในช่วงค่ำอันสวยงาม ยิ่งใหญ่และตระการตา

5. The Hollywood Walk of Fame

The Hollywood Walk of Fame

นั่งรถไฟใต้ดิน Subway มาลงที่ Hollywood Highland เมื่อขึ้นมาปุบ มาเดินเล่นกันต่อบนถนน The Hollywood Walk of Fame ซึ่งแอดขอบอกว่า หน้าสถานี Hollywood Highland นั้นเคยเป็นที่จัดงาน Oscar 2016 โดยนะเออ (แน่นอน Leonardo Dicaprio ก็ได้รางวัลที่นี่)

The Hollywood Walk of Fame เป็นทางเท้าอยู่สองข้างทางของถนน Hollywood Boulevard โดยมีความยาวประมาณ 2,100 เมตร ที่ตบแต่งเป็นรูปดาวห้าแฉก กว่า 2,000 ดวง โดยจะจารึกชื่อของบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยส่วนใหญ่มาจากวงการบันเทิง ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุด สำหรับผู้ได้รับคัดเลือกให้จารึกชื่อ อาทิเช่น Tom Cruise, Nicolas Cage, Bruce Willis, Jacky Chan, Robin Williams, Bee Gees, Charlie Chaplin, Michael Jackson, Johnny Depp, Frank Sinatra, Keanu Reeves, Elvis Presley, Mickey Mouse, The Simpson

6.Universal Studio

Universal Studio

เดือนมีนา 2016 ที่ผ่านมา ทาง Universal Studio ได้มีการเปิดตัวโซนใหม่ Harry Potter!!! สาวกห้ามพลาดกันเลยทีเดียว

ชมเบื้องหลังเทคนิคและขั้นตอนของการถ่ายทำภาพยนตร์ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อประกอบฉากอย่างละเอียดที่ใช้ในการถ่ายทำจริงของ อาทิเช่น ฉากน้ำท่วมถล่มเมือง, แผ่นดินถล่มทรุดตัวในรถไฟใต้ดินหรือชมโชว์การแสดงพาดโผนที่ตื้นเต้นเร้าใจ

และแน่นอน ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีเครื่องเล่นทันสมัย เช่น BACK TO THE FUTURE, JURASSIC PARK, TERMINATOR อีกด้วย เอาเป็นว่าเนื้อที่ของ Studio นี่กว่า 1,000 ฟินกันไปทั้งวันยังเดินไม่หมดเลยเอ้า!

 

 

Summer Sales! : 3 มิถุนายน – 14 สิงหาคม 2559

นักช็อปห้ามพลาดเลยทีเดียวค่ะ ไม่ใช่แค่สินค้าของแบรนด์เนมเท่านั้นที่ลดนะคะ มีโรงแรม ร้านอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า เค้าก็ยังมาจัดโปร ที่มีทั้งโปร ลด แลก แจก แถม และยังมีชิงโชค ลุ้นรางวัลใหญ่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือ !!!!!!!! คืนภาษีอีก 7% สำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

เรามาเริ่มต้นที่ 90% กันก่อนเลยนะคะ!!
Amplitude, Aster Spring, Bio Aesthetic Medi Spa, Bottega Verde, DrGl, GNC, Nature’s Farm และอื่นๆ

80%
หมวดหมู่ แบรนด์แฟชั่น
Bossini, Converse, Dorothy Perkins, G2000, The North Face, Topman, Topshop

หมวดหมู่ แบรนด์เครื่องประดับ
Dejewel, Emperor Optics, Jewel de Belle, Lee Hwa Jewellery, May May Watch Dealer, Normination Italy, Paris Miki, RISIS, Swarovski, Time Club

หมวดหมู่ ร้านอาหาร
Ash&Elm, Jade, Joie Restaurant, La Brasserie, Lawry’s The Prime Rib, Man Fu Yuan, The Clifford Pier, Tiffany Café & Restaurant

เห็นอย่างนี้แล้ว! จองตั๋วบินไปกันเลยค่ะ!

01

ไปสิงคโปร์ซื้ออะไรดี??

1. กล้องและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ในประเทศสิงคโปร์มีตลาดที่ค้าขายกล้องและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เสรีอยู่มากมาย มีหลากหลายรุ่นและยี่ห้อให้ได้เลือกซื้อ บางรุ่นยังมีการนำเข้าก่อนในประเทศไทย โดยศูนย์การค้าที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือคือ Funan DigitaLife Mall และ Peninsula Plaza

2. กระเป๋า รองเท้า แบรนด์ Charle & Keith และสินค้าแบรนด์เนม Topshop
Charle & Keith เป็นแบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับสำหรับผู้หญิง ที่ก่อตั้งโดยพี่น้อง Charles และ Keith Wong เป็นแบรนด์สินค้าของประเทศสิงคโปร์ที่ได้รับความนิยม มีร้านค้ามากกว่า 400 แห่งทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย

3. น้ำหอมและเครื่องสำอาง
หลายรุ่นไม่สามารถหาซื้อได้ในเมืองไทย เซียนน้ำหอมทั้งหลายได้แนะนำแหล่งที่เหมาะแก่การไปเลือกซื้อน้ำหอม นั่นก็คือที่ มุสตาฟา เซ็นเตอร์ (Mustafa Centre) แต่ก่อนไปซื้อ แอดมินแนะนำให้เช็คที่ King Power ก่อนนะคะ เพราะบางรุ่นถูกกว่ามากค่ะ แอดมินเคยเจ็บมาแล้ว

4. ช็อกโกแลตและขนมหวาน
สาวๆ Sweetaholic ห้ามพลาดแหล่งช้อปปิ้งช็อกโกแลตและขนมหวานที่สำคัญ เช่น Hershey’s Chocolate World, Candylicious, The Cocoa Trees, มุสตาฟา เซ็นเตอร์

5. ยาจีนและสมุนไพร ที่ ไชน่าทาวน์

6. หมูแผ่น Bee Cheng Hiang
หมูแผ่นนี้มีรสชาติที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อจะนุ่มกำลังพอดี มีรสหวาน หอม นอกจากนี้ ยังมีความพิเศษอื่น ๆ เช่น ไม่ใส่สารกันบูด ไม่ใส่ผงชูรสอีกด้วยค่ะ

02

ถนนออชาร์ด (Orchard Road)

ย่านช๊อปปิ้งสินค้าแบรนเนม เต็มไปด้วยโรงแรมและศูนย์การค้ามากกว่า 27 ร้าน ลดสูงสุดถึง 90% !!

– Delfi Orchard
– Tanglin Shopping Centre
– Orchard Towers
– Forum The Shopping Mall
– Palais Renaissance
– Far East Shopping Centre
– Liat Towers
– Wheelock Place
– Shaw House
– Paragon sin

เอาเป็นว่า ถ้าไปแล้วไม่ได้ไปช๊อปที่นี่ พลาดมากกกกกค่ะ!

03

Anchorpoint Shopping Centre

พลาดไม่ได้กับสาวก Charles&Keith ที่นี่แหละค่ะ รีบตรงไปด่วนเลยค่ะ อย่าพลาดเลยทีเดียวเชียว…

04

Changi City Point (ชางฮี ซิตี้ พอยท์)

เป็น OUTLET ที่ไม่ว่าคุณจะช็อปตั้งแต่ลงเครื่องเลยหรือก่อนจะกลับ คุณก็จะไม่พลาดกับของ sales !เพราะที่นี่ห่างจากสนามบินเพียงแค่ 1 สถานีเท่านั้น! ที่นี่เน้นสายกีฬาแต่งานแฟชั่นก็มา ลดจริง ลดแรง ลดกระหน่ำ 30-80% เรามาเช็คแบรนด์กันเลยดีกว่าค่ะ
– Adidas
– Nike
– Puma
– New Balance
– Crocs
– Hush Puppies
– Lacoste
– Quiksilver
– Timberland
– Cotton On
– และอื่นๆอีกมากมาย

05

IMM หรือ Largest Outlet Mall in Singapore

และนี่คือ Outlet ที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ !!!!! ที่นี่แหละคือสวรรค์ของนักช็อปปิ้ง แบรนด์ไหนที่ว่าฮิต แบรนด์ไหนที่ว่าดัง ที่นี่มีหมด จัดหนัก จัดเต็ม จัดทั้งที อย่ากลับมือเปล่าค่ะ!!! อาทิเช่น
– Charles&Keith
– Calvin Klein Jeans
– Coach
– Converse
– Paul Smith
– Gap
– H&M
– Onitsuka Tiger
– Havaianas
– Billabong
– และอื่นๆอีกมากมาย

เวลานี้อย่ารอช้า… เก็บเป๋า แล้ว travel เลยค่ะ!!!

17

6 เมนูสุดฟินจากสิงคโปร์ และ ร้านเด็ดบอกเลยห้ามพลาดค่ะ !!!!!!

1 .“Chicken Rice” ข้าวมันไก่
– ร้าน Boon tong kee
– ร้าน Tian Tian
– ร้าน Loy kee 

2. “Bak Kut Teh” บักกุดเต๋
– ร้าน Marsiling Road Block 19
– ร้าน Old Street Bah Kut The
– ร้าน NG AH SIO
– Song Fa Bak Kut Teh
– Founder Bak Kut teh

3. “Kaya Toast” (คายา โทสต์)
– ร้าน Ya Kun Kaya Toast (ตอนนี้มีเปิดสาขาใน ประเทศไทย)
– Good Morning Nanyang Cafe 早安南洋
– Tong Ah Eating House

4. “Chilli Crab” ปูผัดพริก
– ร้าน JUMBO
– ร้าน No sign board
– ร้าน Mellben seafood
– ร้าน Red House Seafood Restaurant
(ติด 1 ใน 5 ร้านอร่อยในสิงคโปร์)
– ร้าน Roland Restaurant
(ผู้คิดค้น ปูผัดพริก เจ้าแรกของสิงคโปร์)

5. “Cendol” (เซนดอล) ลอดช่องสิงคโปร์
– ร้าน Cheng Teng Ice ball

6. “Chicken Congee” โจ๊ก
– ร้าน ZhenZhen Porridg
– ร้าน Congee’s Art (01-78)
– ร้าน ร้าน Tiong Shian Claypot Frog Porridge
( โจ๊ก ขากบ )
– ร้าน Takpo (โจ๊ก ขากบ)

พม่า หรือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นสังคมปิดมานานหลายปี แต่หลังจากเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในรอบ 50 ปี พร้อมกับกำลังจะเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนด้วยแล้ว ทำให้นักเดินทางหลาย ๆ คน อยากเดินทางไปสัมผัสกับความเจิดจรัสของดินแดนแห่งนี้ เพราะถือเป็นแหล่งร่ำรวยอารยธรรมที่อุดมไปด้วยโบราณสถาน เมืองโบราณ และมหาบูชาสถานศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่ยังคงความงดงามไว้ พม่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่น่าสนใจ เที่ยวไม่ยาก ราคาไม่แพง เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คุ้มค่าการเดินทาง เหมาะสำหรับทุกท่าน

สหภาพเมียนมาร์ (Union of Myanmar) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งชาวตะวันตกเรียกประเทศนี้ว่า Burma จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2532 พม่าได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น Myanmar ชื่อใหม่นี้เป็นที่ยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ แต่บางชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อนี้ เนื่องจากไม่ยอมรับรัฐบาลทหารที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ ปัจจุบันหลายคนใช้คำว่า Myanmar ซึ่งมาจากชื่อประเทศในภาษาพม่าว่า Myanma Naingngandaw และชาวพม่าเรียกชื่อประเทศตนเองว่า บะหม่า

  1. พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

Shwedagon

Shwedagon

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองพม่า เป็นเจดีย์ทองคำที่งดงาม ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางเมืองย่างกุ้ง มีความสูง 109 เมตร ประดับด้วยเพชร 544 เม็ด ทับทิม นิล และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด  มหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่น้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่าจะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้  รอบๆฐานพระมหาเจดีย์รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กๆ นับร้อยองค์ มีซุ้มประตูสี่ด้าน ยอดฉัตรองค์พระมหาเจดีย์ประกอบด้วยเพชรและพลอยมากมาย ภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้บรรจุเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย และยังเป็น 1ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า ซึ่งมีทั้งผู้คนชาวพม่า และชาวต่างชาติพากันสักการะทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่ขาดสาย ณ ที่แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นความงามของวิหารทิศที่ทำเป็นศาลาโถงครอบด้วยหลังคาทรงปราสาทซ้อนเป็นชั้นๆ ที่เรียกว่า พยาธาตุ รายรอบองค์พระเจดีย์

  1. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวซิกอง

myanmar-guide-shwezigon-paya

Shwezigon

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวซิกอง แห่งเมืองพุกามหรือบากัน
เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างโดยพระเจ้าอโรรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่นได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ 900 ปีเศษมาแล้ว ภายหลังทรงยกทัพไปตีมอญที่อาณาจักรสุธรรมวดี ได้แล้วทรงกวาดต้อนชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิตมาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่าได้รับอิทธิพงศิลปวัฒนธรรมจากมอญมาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น “ชเวซิกอง” แปลว่า “เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

พระเจดีย์ซิกองเป็นที่บรรจุพระธาตุสำคัญ ๓ ส่วน คือ พระเขี้ยวแก้ว ที่กษัตริย์แห่งศรีลังกาได้นำมาถวาย พระธาตุกระดูกไหล่ ที่นำมาจากเมืองศรีเกษตร (ใกล้เมืองแปร) และพระธาตุพระนลาฏ (หน้าผาก)

อัศจรรย์ 9 อย่างของมหาเจดีย์ชเวซิกอง

1 ดูเหมือนว่า ตั้งอยู่บนเนินเขาแต่จริงๆอยู่บนพื้นราบเท่ากับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ

2 ฉัตรบนยอดเจดีย์ปักอยู่บนยอดโดยไม่มีลวดยึดไว้เลย

3 กระดาษที่ทิ้งลงมาจากยอดเจดีย์จะไม่ปลิวออกจากบริเวณเจดีย์

4 เงาของเจดีย์จะไม่เกินออกไปจากฐานล่าง

5 ต้นไชยา (พิกุล) ออกดอกตลอดทั้งปี

6 คนจะมานมัสการมากเท่าใดก็ไม่เคยเต็มรับได้หมด

7 ฝนตกมากๆ แต่น้ำก็ไม่ขังในบริเวณเจดีย์

8 เมื่อเราตีระฆังด้านขวา ด้านซ้ายจะไม่ได้ยิน

9 เมื่อมีเทศกาลประจำปี ไม่เคยมีใครใส่บาตรได้เป็นคนแรก เพราะถึงจะมาเช้าแค่ไหน แต่ก็จะมีคนใส่บาตรแล้ว (เชื่อว่าเทวดามาใส่ก่อนเสมอ)

  1. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอว์

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอว์ เจดีย์นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์แห่งหงสาวดี และนับเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่า คนไทยนิยมเรียกว่า “พระธาตุมุเตา” ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งครั้งก่อนเป็นสถานที่ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ก่อนออกศึกของบูรพกษัตริย์ ในสมัยโบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์มอญหรือพม่า รวมทั้งพระเจ้าบุเรงนองด้วย และเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระนางสุพรรณกัลยา ทรงประทับอยู่ในหงสาวดี ก็เคยเสด็จมานมัสการพระเจดีย์องค์นี้ ยังเคยผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง ทำให้ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ด้วยความศรัทธาที่ชาวเมืองมีต่อเจดีย์องค์นี้ จึงได้ทำการสร้างเจดีย์ชเวมอดอว์ขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต (ตอนแรกที่สร้างสูง 70 ฟุต) เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะแบบมอญอย่างเด่นชัด คือมีฉัตรแบบเรียบๆและมีองค์ระฆังของเจดีย์มีลักษณะแคบเรียว ภายนอกหุ้มด้วยทองจังโก้ ภายในเป็นอิฐกลวง นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ส่วนปลียอดที่พังลงมาก็ได้ตั้งไหว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาควบคู่ไปกับเจดีย์องค์ปัจจุบัน

  1. เจดีย์ไจก์ทิโย

เจดีย์ไจก์ทิโย  หรือในชื่อเรียกที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักคือ  พระธาตุอินทร์แขวน  โดยมีความเชื่อมาแต่ครั้งโบราณว่า พระอินทร์ได้เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อนำพระธาตุมาวางไว้ที่ยอดผา  เพื่อให้ผู้คนได้มาเคารพสักการะ  เจดีย์นี้ตั้งอยู่ในเมืองไจก์โท่ (Kyaikhato)  ที่อยู่ห่างจาก เมืองพะโคไปทางเหนือประมาณ   70 กิโลเมตร เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะที่แปลกแตกต่างไปจากเจดีย์อื่นๆ คือเป็นลักษณะของก้อนหินที่ปิดทองไว้รอบๆ องค์เจดีย์ ตั้งวางอยู่บนปลายหน้าผาได้อย่างน่าอัศจรรย์  บนความสูงจากพื้นดินกว่า 1,200 เมตร

พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย  ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขา Paung Laung เหนือระดับ น้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือ มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันเหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ พระธาตุอินทร์แขวนนับเป็น1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ และยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข) ที่คนเกิดปีนี้ต้องไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิต

 

มีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระ พุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะ ของเขา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทรและนำมาวางหรือแขวนไว้บน ภูเขาหิน บางตำนานก็เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน เมื่อใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับพระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา

  1. เจดีย์เยเลพญา

เจดีย์เยเลพญาหรือคนพม่าเรียก เจ๊าตันเยเลพญา (Kyauktan Yele Paya) เป็นวัดเจดีย์บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งกลางแม่น้ำย่างกุ้ง สำหรับที่มาของคำว่า เจ้าตันเยเลพญา คือ เจ๊าตันเป็นชื่อเมือง เชื่อกันว่าสร้างโดยคหบดีชาวมอญ เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคสมัยมอญยังรุ่งเรือง ในตอนสร้าง ได้อธิษฐานไว้ว่า ถ้าน้ำท่วมก็อย่าให้ท่วมองค์เจดีย์ ถ้ามีคนมากราบไหว้มากเท่าไหร่ก็อย่าให้ล้นพื้นที่นั้นๆ ตามความเชื่อแล้ว เจดีย์เยเลพญา เป็นเจดีย์ยอดฮิตของพ่อค้าแม่ค้า และนักธุรกิจทั้งหลาย เพราะเชื่อกันว่า หากใครได้มีโอกาสมาขอพรที่เจดีย์เยเลพญาแล้วจะทำให้การค้ารุ่งเรื่อง อีกทั้งภายในเจดีย์ยังมีพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ใจกลางเจดีย์ ทำจากหินอ่อนปิดทองอร่ามองค์ งดงามเป็นอย่างมาก แต่หนึ่่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ต้องสักการะให้ได้บนเกาะเจดีย์เยเลพญาเล็กๆ แห่งนี้คือ พระอุปคุต โดยวิหารของพระอุปคุตถูกสร้างยื่นออกมาจากเกาะเล็กน้อย เพื่อให้อยู่ใจกลางน้ำ

เจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น และเจดีย์แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่อง ไหว้พระขอพรทำธุระกิจทางการค้า

  1. เจดีย์โบดาทาวน์

เจดีย์โบดาทาวน์เป็นเจดีย์ที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อรับพระเกศาธาตุก่อนที่จะนำไปบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากอง  เมื่อพระเกศาธาตุได้ถูกอัญเชิญขึ้นจากเรือได้นำมาประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์แห่งนี้ก่อน  องค์พระเจดีย์ได้ถูกทำลายในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่  โดยที่ใต้ฐานพระเจดีย์มีโครงสร้างโปร่ง ให้คนเดินเข้าไปภายในได้  ด้านฝาผนังใต้ฐานพระเจดีย์ได้นำทองคำและของมีค่าต่างๆ  ที่พุทธศาสนิกชนชาวพม่านำมาถวายองค์พระเจดีย์มาจัดแสดงไว้

เจดีย์โบดาทาวน์ แปลว่า เจดีย์นายทหาร 1000นาย ตามตำนานเล่าขานว่า เมื่อราว 2000 ปีก่อน พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่งเมืองตะเกิงหรือดากอง ณ บริเวณนี้ จึงสร้างเจดีย์โบตะทาวน์ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ ก่อนนำไปบรรจุในมหาเจดีย์เวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ เจดีย์โบดาทาวน์จึงเป็นหนึ่งในมหาบูชาสถานของชาวมอญและพม่าเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบดาทาวน์องค์เดิมถูกทำลายพินาศ แต่ในระหว่างการบูรณะได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ
ครั้นเมื่อเจดีย์โบดาทาวน์องค์ใหม่ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2496 จึงนำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์ และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ยังมีสิ่ง ที่นาชมในอาณาบริเวณเจดีย์โบดาทาวน์คือ พระพุทธรูปทองคำ ประดิษฐานในวิหารด้านขวา ซึ่งเป็นพุทธรูปปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก ตามประวัติว่าเคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 ถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดีย ทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์ ต่อมาในปี 2488 พระพุทธรูปองค์นี้ถูกจัดไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ต นอกจากพระพุทธรูปทองคำแล้ว ยังมี พระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเก็บรักษาไว้ในตู้กระจก อยู่ใกล้ๆกับวิหารพระทองคำ และด้านซ้ายมื้อจะมีรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ ซึ่งชาวมอญและพม่านิยมมากราบไหว้บูชา ด้วยเชื่อว่าอธิษฐานขอสิ่งใดแล้วจะสมปรารถนาทันใจ

  1. พระราชวังบุเรงนอง

พระราชวังบุเรงนอง เมืองหงสาวดี หากพูดถึงกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเมืองหงสาวดีก็เห็นจะไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนโดดเด่นเท่า พระเจ้าบุเรงนอง (หรือที่คนไทยรู้จักในดีจากวรรณกรรมเรื่อง“ผู้ชนะสิบทิศ”) เพราะเป็นผู้สร้างเมืองหงสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยพระองค์ได้สร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นในปี พ.ศ. 2109 เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางทางการปกครองและใช้ออกว่าราชการ
พระเจ้าบุเรงนอง สร้างเมืองหงสาวดีให้มีป้อมปราการเป็นมหานครกว้างขวาง พระราชวังตั้งอยู่ตรงกลางเมือง มีประตูซุ้มยอดด้านละ 3 ประตูให้เรียกตามชื่อเมืองประเทศราชที่ถูกเกณฑ์คนไปทำการ
ประวัติศาสตร์ระบุว่าบุเรงนองสร้างวังกัมโพชธานีและขยายกำแพงเมืองหงสาวดีใหม่แล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2109 แต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่หนึ่งในปี พ.ศ. 2112 แล้วประตูโยเดียมีขึ้นได้อย่างไร ก็ได้คำตอบว่า พงศาวดารพม่าถือว่าได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราชตั้งแต่คราวสงครามช้างเผือก พ.ศ.2106 การไปตีช้ำในปี พ.ศ. 2112 ถึงถือเป็นสงครามกำราบที่อยู่อยุธยาแข็งข้อ พระเจ้าบุเรงนองจึงทรงได้พระนามเมืองครองราชย์แล้วว่า “พระเจ้าสิริสุธรรมราชา” คู่กับพระนาม “หานตาวดีเซงพยู่เชงพญา” หรือ “พระเจ้าหงสาวดีช้างเผือก” ด้วยทรงมีช้างเผือกคู่บารมีถึง 11 เชือก ในจำนวนนั้นเป็นช้างที่ได้จากกรุงศรีอยุธยาถึง 7 เชือก
พุทธศักราช 2124 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเสด็จสวรรคตขณะพระชนมชีพ 65 พรรษา แล้วสัจธรรมแห่งความรุ่งเรืองร่วงโรยก็คืบคลานเข้ามาถึง เมื่อพระราชโอรสนันทบุเรงผู้สืบราชบัลลังก์ไม่เข้มแข็งเด็ดขาดพอที่ประเทศราชจะยำเกรง โดยเฉพาะเมื่อเมืองแปรกระด้างกระเดื่อง ตองอูแข็งเมือง สมคบพวกยะไข่บุกเผากรุงหงสาวดีราบเรียบในปี พ.ศ.2142 แล้วจัดแจงแบ่งทรัพย์สมบัติกันเบ็ดเสร็จ ทั้งๆที่ประเจ้าแปรนั้นคือโอรสและพระเจ้าตองอูเองก็เป็นพระอนุชาของนันทบุเรงนั่นเอง หงสาวดีที่เคยยิ่งใหญ่วายวอดหมดสิ้น
ในสมัยพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งพระราชวังเดิมนั้นเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกัน มีการค้นพบเสาและกำแพงเดิมที่ถูกฝังอยู่ในดิน รัฐบาลพม่าจึงได้ทำการขุดค้นและสร้างพระราชวังบุเรงนองขึ้นมาใหม่ โดยถอดแบบจากของเดิม ซึ่งพระตำหนักที่ประทับบรรทมสีทองเหลืองอร่ามที่ดูโดดเด่นชวนมองในรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่า และท้องพระโรงที่ใช้ออกว่าการก็ดูโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมพม่าสีทองเหลืองอร่ามทั้งภายนอกและภายใน

  1. พระมหามัยมุนี

พระมหามัยมุนีเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเมียนมา หรือที่คนเมียนมาเรียกว่า พระมหาเมียะมุนี แปลว่า “ผู้รู้อันประเสริฐ”  (The Great Sage) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดหนึ่งในห้าของประเทศเมียนมาร์

พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.5 เมตร สูง 4 ฟุต 7 นิ้ว หนัก 6.5 ตัน ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดมหามัยมุนี (Mahamuni Temple) เมืองมัณฑะเลย์ ชื่อเดิมของวัดคือ ปยกยี (Payagyi) หมายถึง วัดยะไข่ เพราะแต่เดิมพระมหามัยมุนีประดิษฐานอยู่ที่ยะไข่ ซึ่งพระจันทสุริยะ กษัตริย์ชาวยะไข่ แห่งเมืองธรรมวดี โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เมื่อประมาณปี พ.ศ.688-689

พระมหามัยมุนี สร้างขึ้นสมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ ซึ่งก่อนที่จะสร้าง กษัตริย์พระองค์นั้นทรงพระสุบินว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธรูปองค์นี้เป็นตัวแทนของพระองค์เพื่อเป็นเครื่องสืบพระศาสนาภายภาคหน้า ในช่วงที่เมืองยะไข่ถูกโจมตีโดยกษัตริย์เมืองอื่นแต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ออกจากเมืองยะไข่ได้ จนมาถึงในสมัยพระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์คองบองสามารถตียะไข่ได้จึงอัญเชิญพระมหามัยมุนีออกจากยะไข่มาประทับที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จในปีพ.ศ. 2327 พระมหามัยมุนีจึงได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์นับแต่นั้น แต่ปัจจุบันเมียนมายังเรียกพระมหามุนีอีกชื่อหนึ่งว่าพระยะไข่

  1. เจดีย์ชเวซานดอว์

เจดีย์ชเวซานดอว์ สร้างขึ้นใน ค.ศ.1057 โดยพระเจ้าอโนรธาโปรดให้สร้างเจดีย์ชเวซานดอว์เพื่อบรรจุพระเกศธาตุจากเมืองมอญ เจดีย์ประกอบด้วยฐานในผังสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมจำนวนถึง 5 ชั้น ซึ่งมีจำนวนฐานมากกว่าเจดีย์ชเวซิกอง แต่ละชั้นมีทางประทักษิณพร้อมบันไดขึ้นทุกด้าน องค์ระฆังมีขนาดค่อนข้างเล็กเนื่องจากตั้งอยู่บนฐานสูง ไม่มีบัลลังก์ ถัดขึ้นไปได้แก่ปล้องไฉนทรงกรวยเตี้ย ปัทมบาทและปลี ด้วยเหตุที่ฐานที่มีจำนวนมากเกินไปและองค์ระฆังที่มีขนาดเล็กเกินไป ทำให้เจดีย์แบบพม่าแท้องค์นี้ไม่ได้รับการพัฒนาต่อ แตกต่างไปจากเจดีย์ชเวซิกองที่มีความลงตัวทางด้านสัดส่วนมากกว่า และได้รับสืบทอดไปสู่ศิลปะในระยะหลัง

  1. ตลาดสก๊อตมาร์เก็ต

ตลาดโบโจ๊ก หรือ ทัวร์พม่า สก๊อตมาร์เก็ต สร้างโดยชาวสก็อต เมื่อครั้งพม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารการรถไฟของประเทศพม่าในกรุงย่างกุ้ง  เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.00 – 17.00 น. เป็นสถานที่ช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศพม่า เป็นแหล่งศูนย์รวมของฝากทุกชนิด เป็นตลาดที่มีสินค้าหลากหลายมาก ทัวร์พม่า ตั้งแต่อาหารนานาชนิด   เสื้อผ้า  ของที่ระลึกต่างๆ เครื่องเงิน, อัญมณี ไม้แกะสลักพระพุทธรูปเทวรูปที่ทำด้วยไม้จันทน์, เครื่องแกะสลัก, เครื่องลงรักปิดทองต่างๆ, ถ้วยชามกังไสจีนโบราณ , โคมไฟแก้ว และแจกันเจียระไนโบราณ, นาฬิกาข้อมือเก่า, ผ้าไหมลายต่างๆ ไปจนถึงบรรดาว่านต่างๆ เช่น ว่านหงสาวดี ภาพวาดสีน้ำมันรูปทิวทัศน์ของพม่า, สินค้าจากชนกลุ่มน้อย ฯลฯ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด มีอาคารหลายหลังเชื่อมต่อกันหลายหลัง มีสินค้าวางขายแทบทุกชนิด คล้ายจตุจักรและสยามบ้านเรา สินค้าของที่นี่ ก็ราคาไม่แพงด้วย เห็นอะไรก็อยากจะซื้อไปหมด อย่างไรก็ตามราคาสามารถต่อรองราคากันได้ สามารถเดินช็อปปิ้งได้สบายใจเลย หากมาที่นี่อย่าลืมไปเตร็ดเตร่หาภาพวาดสีน้ำมันสวยๆ ภาพวาดที่ตลาดสก็อตนี้มีมาก สวยๆทั้งนั้น และราคาไม่แพงเลยประมาณ 3-7 เหรียญ ไปจนถึง 40-60 เหรียญ

สวัสดีค่ะ อย่างที่รู้ๆกัน ทุกๆปีในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เกาะฮองกงจะแน่นไปด้วยคนไทยเพราะที่นี่สินค้าพร้อมใจกันลดแทบทั้งเกาะ ทั้งเสื้อผ้าและอื่นๆ แต่จะมีเวลาไหนจะดีเท่านี้กับการไปเกาะฮองกงไหว้พระ 9วัด พร้อมกับ เลือกซื้อสินค้าติดไม้ติดมือกลับไทยด้วย

วันนี้เราจะมาแนะนำวัดเก้าวัดที่ผู้ที่ชอบไหว้พระควรไปกราบไหว้หรือจะเดินทางกับทัวร์ของเราก็ได้นะค่ะ เริ่มจากวัดแรกกันเลย

วัดหวังต้าเซียน (วัดที่ 1)

วัดหวังต้าเซียน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบเซนที่งดงาม และสงบเงียบซึ่งวัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าจีนหลายองค์อย่างเทพเจ้าหลักของวัดคือ เทพหวังต้าเซียน แต่ข้างๆ วัดจะมี เทพเจ้าด้ายแดง หรือเทพเจ้าหยกโหลว เป็นรูปปั้นสีทองมีเสี้ยวพระจันทร์อยู่ด้านหลังประทับอยู่ ซึ่งชาวจีนต้องมาขอพรความรักกันที่นี่ โดยการขอพรกับเทพเจ้าองค์นี้ต้องใช้ด้ายแดงผู้นิ้วเอาไว้ไม่ให้หลุดระหว่างพิธีเพราะชาวจีนเชื่อว่าด้ายแดงนี่แหละคือเส้นโยงโชคชะตาด้านความรัก การขอพรเรื่องความรักกับเทพหยุคโหลวที่วัดหวังต้าเซียนะ ด้วยการผูกด้ายแดง ซึ่งทำได้ทั้งคนโสด และ คนมีคู่แล้ว คนโสดก็เป็นการขอพรให้เจอเนื้อคู่ ส่วนคนมีคู่ ก็จะช่วยทำให้มีความรักที่มั่นคงและยืนยาว

วัดเจ้าแม่กวนอิมที่ Hung Hom Kwun Yum Temple (วัดที่ 2)

วัดเจ้าแม่กวนอิมที่ Hung Hom Kwun Yum Temple  เป็นวัดเก่าแก่ของฮ่องกงสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873 เป็นวัดเจ้าแม่กวนอิมที่ชาวฮ่องกงนับถือมาก แทบทุกวันจะมีคนมาบูชาขอพรกันแน่นวัด ถ้าใครที่ชอบเสี่ยงเซียมซี ที่นี่ขึ้นชื่อว่าแม่นสุดๆ พิเศษกว่านั้นนอกจากสักการะขอพรแล้วยังมีพิธีขอซองอั้งเปาจากเจ้าแม่กวนอิมอีกด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนิยมไปในเทศกาลตรุษจีนเพราะเป็นศิริมงคลในเทศกาลปีใหม่  ซึ่งทางวัดจะจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับเซ่นไหว้พร้อมซองแดงไว้ให้ผู้มาขอพร เมื่อสักการะขอพรโชคลาภแล้วก็ให้นำซองแดงมาวนเหนือกระถางธูปหน้าองค์เจ้าแม่กวนอิมตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และเก็บซองแดงนั้นไว้ซึ่งภายในซองจะมีจำนวนเงินที่ทางวัดจะเขียนไว้มากน้อยแล้วแต่โชค(ส่วนใหญ่จะเกินล้านขึ้นไป) ถ้าหากเราประสพความสำเร็จเมื่อมีโอกาสไปฮ่องกงอีกก็ค่อยกลับไปทำบุญ ไม่ต้องนำเงินจริงๆ กลับไปถวายหรอกครับแต่โดยการซื้อกระดาษไหว้เจ้าไปสักการะแทน

วัดนางชี ฉีหลิน – Chi Lin Nunnery (วัดที่ 3)

วัดนางชี ฉีหลิน – Chi Lin Nunnery สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1934 และในสมัยราชวงศ์ถังก็ได้ถูกบูรณะขึ้นใหม่ประมาณปี 1990 สถาปัตกรรมอาคารต่างๆของวัดทำจากไม้ รูปทรางคล้ายวัดญี่ปุ่น ด้านหน้าวัดมีสระดอกบัวซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาเมื่อเดินข้ามทางเชื่อมมาก็จะเจอกับสวนสวย สวนหนานเหลียน ที่ได้รับอิทธิพลและรูปแบบสวนมาจากราชวงศ์ถัง ส่วนสถาปัตยกรรมต่างๆ เป็นการผสมผสานระหว่างจีนและญี่ปุ่น ภายในสวนมีศาลาสีทองตั้งอยู่กลางน้ำ มีชื่อว่า Pavilion of Absolute Perfection บริเวณโดยรอบเป็นสวนสน เมื่อเดินถัดเข้าไปก็จะพบกับอาคารไม้กลางน้ำ เป็นร้านนั่งดื่มชาชมบรรยากาศสวน และมีน้ำตกขนาดใหญ่ที่ด้านในน้ำตกนั้นเป็นร้านคาเฟ่ 

วัดแชกงหมิว (วัดที่ 4)

วัดแชกงหมิว หรือวัดกังหันนำโชค วัดนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลซ่าถิ่นซึ่งถือเป็นชานเมืองของ  ฮ่องกง เป็นวัดเก่าแก่ของฮ่องกง สร้างขึ้นเมื่อ 400 กว่าปีผ่านมาแล้วในสมัยราชวงศ์ชิง ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในด้านของโชคลาภทรัพย์สินเงินทอง โดยมีรูปปั้นเจ้าพ่อแชกง และดาบไร้พ่ายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ประจำวัด และวัดแชกง ยังเป็นที่มาของจี้กังหันนำโชคที่มีชื่อเสียงของวงการการท่องเที่ยวฮ่องกง ที่ไม่ว่าทัวร์ไหนที่มาฮ่องกง เป็นต้องเลือกเช่าเลือกซื้อสินค้ามงคลชิ้นนี้ เพื่อเสริมสร้างบารมี และศิริมงคลให้กับชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น

เจ้าแม่กวนอิม อ่าวรีพัลส์ เบย์ (วัดที่ 5)

หาดทรายรูปจันทร์เสี้ยวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง และยังใช้เป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์ไปหลายเรื่อง มีรูปปั้นของ เจ้าแม่กวนอิม และเจ้าแม่ทินโห่วซึ่งทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองชาวประมง โดดเด่นอยู่ท่ามกลาวที่ทอดยาวลงสู่ชายหาด ให้ท่านได้นมัสการขอพรจากเจ้าแม่กวนอิม และเทพเจ้าแห่งโชคลาภเพื่อเป็นสิริมงคล และให้ท่านได้ข้ามสะพานต่ออายุซึ่งเชื่อกันว่าข้ามหนึ่งครั้งจะมีอายุเพิ่มขึ้น 3 ปี

วัดหม่านโหมว (Man Mo Temple) (วัดที่ 6)

วัดหม่านโหมว (Man Mo Temple) สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1847 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำฮ่องกง ภายในวัดจะมีเทพเหวินชางตี้จวิน (Man) เทพแห่งตัวอักษรเป็นเทพด้านบุ๋น และเทพเจ้ากวนอู (Mo) เทพแห่งสงครามเป็นเทพด้านบู้ เป็นที่นิยมของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งนิยมกันมาตั้งแต่ในอดีตที่ผู้ต้องการสอบจอหงวนมักจะมากราบไหว้ขอพรซึ่งภายในจะมีการจุดธูปวงสีแดง เต็มเพดานไปหมด พร้อมกับกระดิ่งสำหรับขอพรที่ด้านข้างด้วย โดยในบริเวณรั้วเดียวกันจะมีอีก 2 อาคารคือ Lit Shing Kung ที่สร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพต่างๆมากมายบนสรวงสรรค์ และ Kung Sor ซึ่งเป็นเหมือนหอประชุมของคนในชุมชน

วัดเจ้าแม่ทับทิม ทินหัว (Tin Hau Temple) (วัดที่ 7)

วัดเจ้าแม่ทับทิม ทินหัว (Tin Hau Temple) เป็นวัดเก่าแก่และสำคัญอีกวัดหนึ่งของฮ่องกง เพราะในสมัยก่อนฮ่องกงเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งเคารพนับถือเจ้าแม่ทับทิมว่าเป็นเทพีแห่งทะเล เพื่อให้เดินทางปลอดภัย เวลาออกไปทำงานไกลๆหรือออกหาปลา นอกจากการมาสักการะบูชาเจ้าแม่ทับทิมในเรื่องของการเดินทางให้ปลอดภัยแล้ว ไฮไลท์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ วัดเจ้าแม่ทับทิม ทินหัว (Tin Hau Temple) จะเป็นขดธูปสีแดงขนาดใหญ่ ที่แขวนอยู่ตามเพดานด้านในวิหารของวัดเต็มไปหมด จะยิ่งสวยงามในยามที่มีแสงแดงส่องลงมาเหมือนเป็นลำแสงส่องทะลุควันธูปแปลกตายิ่งนัก ส่วนอาคารของวัดก็จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบวัดจีน สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1876 โดยทางเข้าของวัดจะอยู่ติดกับสวนสาธารณะเล็กๆที่มีต้นไม้ใหญ่หลายต้น ให้บรรยากาศร่มรื่น

วัดหยวนหยวน (Yuen Yuen Institute) (วัดที่ 8)

วัดหยวนหยวน (Yuen Yuen Institute) เป็นวัดเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่มีความพิเศษหลายอย่างรวมกันอยู่ เป็นวัดเพียงแห่งเดียวของฮ่องกงที่เผยแพร่ศาสนาหลักของจีนทั้ง 3 ศาสนาในวัดเดียวกัน คือ พุทธ, เต๋า และขงจื้อ สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1950 ตั้งอยู่ในเขต new territories หรือ ด้านบนของฝั่งเกาลูน (Kowloon) ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาห่างไกลจากตัวเมืองทำให้มีบรรยากาศเงียบสงบ ร่มรื่น ภายในมีอาคารหลายอย่างอยู่รวมกัน เช่น วัด ศาลเจ้า ศาลา เจดีย์ และสวน โดยมีอาคารไฮไลท์คือ วิหารสวรรค์ที่เป็นอาคารรูปทรง 6 เหลี่ยม สร้างขึ้นตามแบบของวัดท้องฟ้า Tian Tan ของเมืองปักกิ่งประเทศจีน ซึ่งภายในมีหินตามธรรมาชาติที่มีรุปร่างน่าสนใจต่างๆ อยู่ที่ชั้น 1, เทพตามโหราศาสตร์จีนที่สัมพันธ์กับปีนักกษัตรหรือปิเกิด ไทส่วยเอี๊ย (Tai Sui, 太歲) อยู่ที่ชั้น 2 มีพระพุทธรูป และศาสดาของทั้ง 3 ศาสนา อยู่ที่ชั้น 3

วัดโปหลิน (วัดที่ 9)

วัดโปหลิน  นมัสการ พระใหญ่ทินถ่าน พระใหญ่นี่มีความสูงถึง 34 เมตร สร้างจากทองสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพระหัตถ์ด้านขวายกขึ้นความหมายคือขจัดปัดเป่าความทุกข์ พระหัตถ์ด้านซ้ายวางที่หน้าตักเพื่อรับคำขอพรจากผู้ที่มีกราบไหว้ รอบข้างองค์พระมีเทวดา 6 องค์ กำลังถวายสิ่งของมีความหมายถึง ความดี เมตตา อดทน สงบ สมาธิ และปัญญา ใต้ฐานบัวมีพิพิธภัณฑ์ ภายในแบ่งออกเป็น 3 ห้อง ได้แก่ ภาพวาดสีน้ำมันบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้า วงล้อพระพุทธธรรม และพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา วัดโปหลินตั้งอยู่ที่เกาะลันเตา ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของเกาะฮ่องกง และเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรฮ่องกง

[siteorigin_widget class=”AtWidgetTours”][/siteorigin_widget]

ประเทศพม่า เป็นเมืองพุทธเหมือนไทยเรา นอกจากจะติดกับเมืองไทยแล้ว ยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วย เพราะว่านักท่องเที่ยวชาวไทยนอกจากจะได้เที่ยว พักผ่อนแล้ว ยังได้กราบพระขอพร เสริมดวง เพื่อตัวเองและครอบครัว ช่วยในเรื่องธุรกิจ และเรื่องการงานอีกด้วย ทัวร์พม่า

เราจะพาท่านไปดู 9 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่าของพม่า ที่ต้องไปไหว้ ขอพร หากคุณมีเวลาจำกัดสัก 3วัน 2 คืน ไม่ไกลจากกรุงเทพของเราด้วย ไม่ต้องไปไกลมาก เราจะไม่เรียงลำดับจากความสำคัญแต่เราจะเรียงลำดับจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เมื่อท่านลงจากสนามบินควรไปเที่ยวที่ไหนก่อน

ทัวร์พม่า ทัวร์พม่า ทัวร์พม่า ทัวร์พม่า ทัวร์พม่า ทัวร์พม่า ทัวร์พม่า

เจดีย์ชเวมอดอร์ (ShweMordore)

ทัวร์พม่า

เจดีย์ชเวมอดอร์ หรือ พระธาตุมุเตา(ShweMordore) ตั้งอยู่เมืองหงสาวดีหรือ เมืองพะโค(Bago)ซึ่งในอดีตเป็นเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองมอญโบราณที่ยิ่งใหญ่ และ อายุมากกว่า 400ปี อยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้ง (ระยะทางประมาณ80 กิโลเมตร)

ภายเจดีย์ในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า นำท่านนมัสการ ยอดเจดีย์หักซึ่งชาวมอญและชาวพม่าเชื่อกันว่าเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ซึ่งเจดีย์นี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของไทย เคยมาสักการะ เจดีย์องค์นี้เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างศิลปะพม่าและศิลปะของมอญได้อย่างกลมกลืน พระเจดีย์สูง377 ฟุต สูงกว่า พระเจดีย์ชเวดากอง 51 ฟุต มีจุดอธิษฐานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงบริเวณยอดฉัตร ที่ตกลงมาเมื่อปี พ.ศ. 2473 ด้วยน้ำหนักที่มหาศาล ตกลงมายังพื้นล่างแต่ยอดฉัตร กลับยังคงสภาพเดิมและไม่แตกกระจายออกไปเป็นที่ร่ำลือถึงความศักดิ์-สิทธ์โดยแท้ และสถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่พระเจ้าหงสาลิ้นดำใช้เป็นที่เจาะพระกรรณ (หู) ตามพระราชประเพณีโบราณเพื่อทดสอบความกล้าหาญก่อนขึ้นครองราชย์

พระธาตุอินทร์แขวน

พระธาตุอินทร์แขวน

 

พระธาตุอินทร์แขวน

เจดีย์ไจ้ทีโย หรือ พระธาตุอินทร์แขวน Kyaikhtiyo Pagoda (Golden Rock) แปลว่า ก้อนหินทอง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200เมตร ลักษณะเป็นเจดีย์องค์เล็กๆ สูงเพียง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนก้อนหินกลมๆ ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาอย่างหมิ่นเหม่ แต่ชาวพม่ามักยืนกรานว่าไม่มีทางตก เพราะพระเกศาธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอยู่ภายในพระเจดีย์องค์ย่อมทำให้หินก้อนนี้ทรงตัวอยู่ได้อย่างสมดุลเรื่อยไปตามคติการบูชาพระธาตุประจำปีเกิดของชาวล้านนา พระธาตุอินทร์แขวนนี้ให้ถือเป็นพระธาตุปีเกิดของปีจอ แทนพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์โดยเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้มานมัสการพระธาตุอินทร์แขวนนี้ครบ3ครั้งผู้นั้นจะมีแต่ความสุขความเจริญพร้อมทั้งขอสิ่งใดก็จะได้สมดั่งปรารถนาทุกประการ

 

พระราชวังบุเรงนอง

 

พระราชวังบุเรงนอง

พระราชวังบุเรงนอง

พระราชวังบุเรงนอง
พระราชวังบุเรงนอง และ บัลลังก์ผึ้ง(KanbawzaThardi Palace)ซึ่งเพิ่งเริ่มขุดค้นและบูรณปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ.2533 จากซากปรักหักพังที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นที่ประทับของ พระเจ้าบุเรงนอง ท่านผู้ที่ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็น ผู้ชนะสิบทิศ และเป็นที่ประทับของ พระนางสุพรรณกัลยา และ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งต้องตกเป็นเชลยศึก เมื่อต้องเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า แต่ปัจจุบัน พระราชวังแห่งนี้ได้เหลือเพียงแต่ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และถูกสร้างจำลองพระราชวังและตำหนักต่างๆ ขึ้นมาใหม่

 

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว

 

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว

พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว (Shwethalyaung buddha)กราบนมัสการพระพุทธรูปนอนที่ที่มีพุทธลักษณะที่สวยงามในแบบของมอญในปี..2524 ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวพม่าทั่วประเทศและเป็นพระนอนที่งดงามที่สุดของพม่าองค์พระยาว 55 เมตร สูง 16 เมตรถึงแม้จะไม่ใหญ่เท่าพระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจีที่ย่างกุ้ง แต่ก็งามกว่าโดยพระบาทจะวางเหลื่อมพระบาท เป็นลักษณะที่ไม่เหมือนกับพระนอนของไทย

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda)พระเจดีย์ทองคำคู่บ้านคู่เมืองประเทศพม่าอายุกว่าสองพันห้าร้อยกว่าปีเจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง หรือ ตะเกิง ชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในพม่า

สถานที่แห่งนี้มี ลานอธิฐาน จุดที่บุเรงนองมาขอพรก่อนออกรบท่านสามารถนำดอกไม้ธูปเทียน ไปไหว้ เพื่อขอพรจากองค์เจดีย์ชเวดากอง ณ ลานอธิษฐานเพื่อเสริมสร้างบารมีและสิรมงคลนอกจากนี้รอบองค์เจดีย์ยังมีพระประจำวันเกิดประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม8องค์หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดตน จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

พระเจดีย์นี้ได้รับการบูรณะและต่อเติมโดยกษัตริย์หลายรัชกาลองค์เจดีย์ห่อหุ้มด้วยแผ่นทองคำทั้งหมดน้ำหนักยี่สิบสามตันภายในประดิษฐานเส้นพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวนแปดเส้นและเครื่องอัฐะบริขารของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนทั้งสามพระองค์บนยอดประดับด้วยเพชรพลอยและอัญมณีต่างๆจำนวนมากและยังมีเพชรขนาดใหญ่ประดับอยู่บนยอดบริเวณเจดีย์จะได้ชมความงามของวิหารสี่ทิศซึ่งทำเป็นศาลาโถงครอบด้วยหลังคาทรงปราสาทซ้อนเป็นชั้นๆงานศิลปะและสถาปัตยกรรมทุกชิ้นที่รวมกันขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของพุทธเจดีย์ล้วนมีตำนานและภูมิหลังความเป็นมาทั้งสิ้นชมระฆังใบใหญ่ที่อังกฤษพยายามจะเอาไปแต่เกิดพลัดตกแม่น้ำย่างกุ้งเสียก่อนอังกฤษกู้เท่าไหร่ก็ไม่ขึ้นภายหลังชาวพม่า ช่วยกันกู้ขึ้นมาแขวนไว้ที่เดิมได้จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีซึ่งชาวพม่าถือว่าเป็นระฆังศักดิ์สิทธิ์ให้ตีระฆัง 3ครั้งแล้วอธิษฐานขออะไรก็จะได้ดั่งต้องการชมแสงของอัญมณีที่ประดับบนยอดฉัตรโดยจุดชมแต่ละจุดท่านจะได้เห็นแสงสีต่างกันออกไปเช่นสีเหลือง,สีน้ำเงิน, สีส้ม, สีแดงเป็นต้น

คำไหว้พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

วันทามิอุตตมะชมพูวระฐาเนสิงกุตตะเรมะโนลัมเมสัตตังสะรัตนะ

ปฐมังกกุสันธังสุวรรณะตันตังธาตุโยธัสสะติทุติยังโกนาคะมะนังธัมมะการะนังธาตุโย

ธัสสะติตติยังกัสสปังพุทธจีวะรังธาตุโยธัสสะติจตุกังโคตะมังอัตถะเกศาธาตุโยธัสสะติ

อหังวันทามิตุระโตอหังวันทามิธาตุโยอหังวันทามิสัพพะทาอหังวันทามิสิระสา

*** อธิษฐานพร้อมด้วยใบไม้ที่แปลว่าชัยชนะและความสาเร็จ ***

พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี

Kyaukhtatgyi Pagoda

พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (KyaukHtatgyi Buddha) หรือ พระนอนตาหวาน นมัสการพระพุทธรูปนอนที่มีความยาว55ฟุต สูง 16ฟุตซึ่งเป็นพระที่มีความพระที่มีความสวยที่สุดมีขนตาที่งดงามพระบาทมีภาพมงคล108 ประการ และพระบาทซ้อนกันซึ่งแตกต่างกับศิลปะของไทย

ขอพรเทพทันใจและเทพกระซิบ

เทพทันใจ

นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของชาวพม่าและชาวไทยวิธีการสักการะรูปปั้นเทพทันใจ (นัตโบโบยี)เพื่อขอสิ่งใดแล้วสมตามความปราถนาก็ ให้เอาดอกไม้ ผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วยหรือผลไม้อื่นๆมาสักการะ นัตโบโบยี จะชอบมาก จากนั้นก็ให้เอาเงินจะเป็นดอลล่า บาทหรือจ๊าด ก็ได้ (แต่แนะนำให้เอาเงินบาทดีกว่าเพราะเราเป็นคนไทย)แล้วเอาไปใส่มือของนัตโบโบยีสัก2 ใบไหว้ขอพรแล้วดึกกลับมา 1ใบ เอามาเก็บรักษาไว้จากนั้นก็เอาหน้าผากไปแตะกับนิ้วชี้ของนัตโบโบยีแค่นี้ท่านก็จะสมตามความปรารถนาที่ขอไว้

 เทพกระซิบ

ข้ามฝั่งไปอีกฟากหนึ่งของถนนเพื่อสักการะ เทพกระซิบ ซึ่งมีนามว่าอะมาดอว์เมี๊ยะตามตำนานกล่าวว่า นางเป็นธิดาของพญานาค ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้ารักษาศีล ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัตซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานานแล้วซึ่งการขอพรเทพกระซิบต้องไปกระซิบเบาๆ ห้ามคนอื่นได้ยิน ชาวพม่านิยมขอพรจากเทพองค์นี้กันมากเช่นกันการบูชาเทพกระซิบ บูชาด้วยน้ำนม ข้าวตอก ดอกไม้ และผลไม้

 

หากท่านสนใจทัวร์ไหว้พระที่พม่า สามารถสอบถามพนักงานของเราได้เลยนะค่ะ หรือดู ทัวร์พม่า  หรือโทรหาเราได้ที่ 02-0860080 -1 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 9:00 – 18:00

มองโกเลีย (Mongolia) อูลานบาตาร์ (Ulaanbaatar)

ช่วงฤดูหนาวนี้หลายท่านๆคงวางแผนเที่ยวต่างประเทศไปสัมผัสอากาศหนาวไปเล่นหิมะใช่ไหมครับ มองโกเลีย เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เราขอแนะนำทุกท่าน สำหรับท่านที่ถือพาสปอร์ตไทยเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า 30 วัน และมีบินตรงแบบสายการบิน Mongolian Airline (OM) ใช้เวลาบินโดยประมาณ 6 ชม. นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมให้คุณได้เล่นอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น สุนัขลากเลื่อน เล่นหิมะ สกีรีสอร์ท และสถานที่ท่องเที่ยวมากมายมีอะไรบ้างไปชมกันเลยครับ

 

มองโกเลีย (Mongolia)

ประเทศในทวีปเอเชียที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกรองจากประเทศคาซัคสถาน มีพรมแดนทางเหนือติดกับประเทศรัสเซีย และทางใต้ติดกับประเทศจีน มีเมืองหลวงปัจจุบันคือ อุลานบาตอร์ (Ulaanbaater) คนมองโกเลียส่วนใหญ่จะพูดมองโกล (Mongol Khalkha) 90% และสามารถพูดภาษา ภาษา Turkic และภาษา Russian ได้ครับ มีจำนวนประชากร 3,068,243 คน (ค่าประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560) คนในประเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายลามะ 53% นับถือเทพและภูตผีผ่านคนทรง (Shamanist) 2.9% และศาสนาคริสต์ 2.2% อิสลาม 3% ไม่นับถือศาสนาใดๆ 38.6% อื่นๆ 0.4% มองโกเลียใช้หน่วยเงินตรา Tugrik (ตูริก) ตัวย่อสกุลเงิน (MNT) 1 USD = 2,390 ตูริก (MNT) หรือ 1 บาท (THB) = 76.69 ตูริก (MNT) เนื่องจากเงินสกุลตูริกไม่มีให้แลกที่เมืองไทยจึงแนะนำให้นำเงิน USD ติดตัวไปเพื่อไปแลกที่มองโกเลียครับ กระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ รูปแบบของปลั๊กไฟได้ทั้งขาแบนและกลม แนะนำให้นำอะแดปเตอร์ (Adapter)ติดตัวไปด้วยเนื่องจากความกว้างของปลั๊กอาจไม่เท่ากัน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ภูเขา และทุ่งหญ้า

 

1 | อุทยานแห่งชาติ GORKHI-TERELJ NATIONAL PARK

Gorkhi-Terelj National Park - Mongoliaห่างจากตัวเมืองอูลานบาตอร์ไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร อันเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก ด้วยมีธรรมชาติที่สวยงาม น่าสนใจ อากาศเย็นตลอดปี

 

2 | อนุสาวรีย์เจงกิสข่าน (GENGHIS KHAN STATUE COMPLEX)

Chingis Khaan monument in the winter

The Chingis Khaan monument in the Morning sunraise.
ระหว่างทางท่านจะได้ชม อนุสาวรีย์เจงกิสข่าน “GENGHIS KHAN STATUE COMPLEX” อนุสาวรีย์ที่ใหญ่ที่สุดของท่านเจงกิสข่าน มหาบุรุษผู้ครองโลกไปแล้วเกินครึ่ง ในปี ค.ศ. 2008 ทางการมองโกเลียได้สร้างอนุสาวรีย์เจงกิสข่าน เพื่อรำลึกถึงความเกรียงไกรในอดีตของชนชาติมองโกล บริเวณที่ตั้งอนุเสาวรีย์มีตำนานเล่าว่า อดีตข่านผู้ยิ่งใหญ่ได้พบแส้ม้าทองคำ ณ บริเวณนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมชนเผ่าเร่ร่อน ขึ้นมาเป็นกองทัพอันเกรียงไกร อนุสาวรีย์แห่งนี้มีความสูงประมาณ 40 เมตร น้ำหนักกว่า 250 ตัน ซึ่งตัวรูปปั้นสร้างมาจากสเตนเลสที่สะท้อนแสงแสบตาสว่างสุกใส ใต้ฐานของอนุสาวรีย์เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ และมีลิฟต์มาถึงบริเวณด้านบนหัวของม้า (ประมาณอกท่านเจงกิสข่าน) ซึ่งเป็นจุด ให้ท่านชมวิวไกลสุดลูกหูลูกตา และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

 

3 | หินรูปเต่า (TURTLE ROCK)

Turtle Rock, Gorkhi-Terelj National Park, Mongoliaทางเข้าอุทยานแห่งชาติท่านจะได้เห็นหินรูปทรงคล้ายเต่า เรียกว่า “TURTLE ROCK” ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูเหมือนเต่า ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา

 

4 | พักเกอร์ “GER”

The Mongolian Ger, our shelter from the elements for two winter nights. #mongolia

1ชีวิตของชาวมองโกเลีย ครอบครัวชาวพื้นเมืองของมองโกลเลีย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน“GER”เรียกว่าเกอร์ สมัยก่อนชาวมองโกลส่วนใหญ่ ถือเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ในปีหนึ่งๆ ชาวมองโกลจะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาล จึงมีการออกแบบให้รื้อถอนได้ง่าย ภายในจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่นเตียง, โต๊ะหรือตู้ และเตาผิงไฟ ส่วนใหญ่จะพักรวมกันเป็นครอบครัว และแต่ละครอบครัวจะเลี้ยงวัว, เเพะ และแกะไว้เพื่อบริโภคนม หรือเนื้อ โดยฝ่ายชายจะทำหน้าที่เลี้ยงสัตว์ ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีหน้าที่รีดนม และทำงานบ้าน ในหนึ่งวันจะรีดนมประมาณ 3-4 ครั้ง ใช้เวลาตั้งแต่เช้ามืดไปจนดึก ๆ หลังจากนั้นจะหาบนมมาเก็บไว้ที่เกอร์

 

5 | เมืองหลวง อูลานบาตาร์ (ULAANBAATAR)

Ulaanbaatar in winterกรุง อูลานบาตาร์ (ULAANBAATAR)  เมืองหลวงของประเทศมองโกเลีย มีชื่อเรียกต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ระหว่าง ค.ศ.1639 – ค.ศ. 1706 มีชื่อว่า อูร์กา URGA  และระหว่าง ค.ศ.1706 – ค.ศ.1911 มีชื่อว่า คูเร KHUREE ในภายหลังเรียกว่า อิค คูเร IKH KHUREE และมีชื่อจีนว่า K’ULUN เมื่อได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1911 ได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเป็น นีสเล็ล คูเร NIISLE KHUREE จนกระทั่งเมื่อ ค.ศ. 1924 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ULAANBAATAR (วีรบุรุษแดง) เพื่อเป็นเกียรติแก่วีรบุรุษของมองโกเลีย แดมดิน ชุคบาตาร์ (DAMDIN SUHNAATAR) ผู้ชักนำกองทัพของสหภาพโซเวียตเข้ามา เพื่อปลดปล่อยมองโกเลียจากการยึดครองของจีน  โดย ปัจจุบันมีการสร้างรูปปั้นเพื่อรำลึก ณ บริเวณจัตุรัสกลาง ของ กรุงอูลานบาตาร์

 

6 | อนุสาวรีย์ ZAISAN

Zaisan Memorial

_DSC0555
อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่บนยอดเขา ทางตอนใต้ของอูลานบาตอร์ สร้างขึ้นเพื่อ  รำลึกถึงวีรกรรมของทหารโซเวียต ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อนุสาวรีย์ทรงกลมวงแหวนประดับภาพเขียนสี แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหภาพโซเวียตและมองโกเลีย เช่น ภาพของโซเวียตให้การสนับสนุนการประกาศเอกราช (จากจีน) ของมองโกเลีย ในปี ค.ศ. 1921 และการเข้ามาช่วยรบกับญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1939

 

7 | วัดกานดาน (GANDANTEGCHINLEN MONASTERY)

Mongolia 2010 414
วัดหนึ่งในวัดพุทธนิกายลามะ ที่ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองอันเก่าแก่ที่สุดของมองโกเลีย เป็นวัดที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีกิจกรรมทางพุทธศาสนาหลายอย่างน่าสนใจ ศาสนาพุทธในมองโกเลียเป็นแบบนิกายมหายาน หมวกเหลือง มีต้นกำเนิดมาจากทิเบต เราจึงเห็นลามะชุดเหลืองชุดแดงเดินกันขวักไขว่ ชาวมองโกเลียนิยมเดินทางไปวัดแต่เช้า และมีพิธีกรรมบางอย่างคล้ายประเทศไทย เช่น การจุดตะเกียง การถวายน้ำมันตะเกียง ภายในวิหารใหญ่มี พระพุทธรูปยืน (ในร่ม) สูงที่สุดในโลก เป็นพระพุทธรูปของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (สูง 26.5เมตร บูรณะสร้างขึ้นในปีค.ศ.1996.)

 

8 | จัตุรัสซัคบาทาร์  (SUKHBAATAR SQUARE)

Sukhbaatar plein

Sukhbaatar square

Ub city wears snow dressจัตุรัสซัคบาทาร์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอูลานบาตอร์ เมื่อมีงานพาเหรดขององค์กรต่าง ๆ มักจะมาจัดขึ้นบริเวณนี้ ถือเป็นหัวใจที่สำคัญของเมืองนี้เลยทีเดียว ซึ่งมีรูป  ปั้นของ แดมดิน ชุคบาตาร์ (DAMDIN SUHNAATAR) ผู้นำการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1921 ตั้งอย่างสง่างามอยู่กลางจัตุรัส โดยมีรูปปั้นของเจงกิสข่าน อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ด้านหลังของรูปปั้นซัคบาทาร์เป็นอาคารรัฐสภาที่โอ่อ่าสวยงาม ส่วนทางด้านตะวันตกเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดแสดงเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ ดอกไม้ สัตว์ และธรณีวิทยา ด้านในจัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวของการถือกำเนิดมองโกเลีย

 

9 | พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ (CENTRAL MUSEUM OF MONGOLIAN DINOSAURS)

Central Museum of Mongolian Dinosaurs - Ulaanbaatarพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ชมฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ หลากหลายสายพันธุ์ที่เคยท่องทะเลทรายโกบี รวมทั้งฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ ที่ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1920 โดย นักสำรวจชาวอเมริกัน ROY CHAPMAN ANDREWS หรือฟอสซิลไดโนเสาร์ TARBOSAURUS BATAAR สายพันธุ์กินเนื้อที่มีความสูงกว่า 4 เมตร น้ำหนักกว่า 3 ตัน (เป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใกล้เคียงกับ T-Rex) และ ฟอสซิลไดโนเสาร์ขนาดเล็กสายพันธุ์ SAUROLOPHUS โดยมีกะโหลกศีรษะมีลักษณะเป็นหงอนโดดเด่นพิเศษ

 

10 | พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมองโกเลีย (NATIONAL HISTORY MUSEUM)

Costumes of the people of Mongoliaพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมองโกเลียเดิมชื่อพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งประเทศมองโกเลียตั้งอยู่ในอูลานบาตาร์ พิพิธภัณฑ์นี้เป็นองค์กรทางวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ และการศึกษาซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรวบรวมการอนุรักษ์ และตีความวัตถุภายใต้การควบคุมของพิพิธภัณฑ์ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2467 และกลายเป็นพื้นฐานสำหรับพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของมองโกเลีย

เที่ยวมองโกเลีย ทัวร์มองโกเลีย แพ็กเกจมองโกเลีย เพียงคลิก >>https://bit.ly/2NSFj6Z<<

สนใจทัวร์ต่างประเทศอื่นๆ สามารถ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ 02-0960080 ถึง 1

ทุกการเดินทางของคุณให้เราดูแล ชอบบทความอย่าลืมแชร์กับเพื่อนๆนะครับ

 

 

เนปาล ดินแดนในอ้อมกอดหิมาลัย 1 ใน 5 ประเทศที่เทือกเขาหิมาลัยพาดผ่าน ได้แก่ ปากีสถาน อินเดีย จีน ภูฏาน และเนปาล ประเทศที่รอให้คุณไปสัมผัสสักครั้ง ด้วยวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ศิลปะวัฒนธรรม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย มีที่ไหนบ้างไปชมกันเลยครับ

 

01 | สยมภูวนาถ สวะยัมภูนาถ หรือวัดลิง (Swayambhunath)

กาฐมาณฑุ (Kathmandu)

Swayambhunath Stupa (Monkey Temple) in Kathmandu Nepa

Swayambhunath Stupa (Monkey Temple) in Kathmandu Nepa

เป็นเจดีย์ของชาวพุทธ (Buddhist Chaityas) ที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก กล่าวกันว่าน่าจะมีอายุถึง 2,000 ปีเลยทีเดียว สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามานะเทวะในปี พ.ศ. 936 สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดคือ ส่วนตรงฐานของสถูปซึ่งมีดวงตาเห็นธรรมหรือ Wisdom Eyes ของพระพุทธเจ้าอยู่โดยรอบทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กิโลเมตร ตัวสถูปตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ สูงประมาณ 77 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลของหุบเขากาฐมาณฑุ จึงทำให้เห็นทิวทัศน์เหนือหุบเขาที่แสนงดงาม สถูปแห่งนี้เป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดของเนปาล

 

02 | กาฐมาณฑุ ดูร์บาร์สแควร์ (Kathmandu Durbar Square)
กาฐมาณฑุ (Kathmandu)

Nepal - Kathmandu - Durbar Square - 209

จัตุรัสกาฐมาณฑุดูร์บาร์แห่งนี้ประกอบไปด้วยวัดและปราสาทที่เก่าแก่ ซึ่งแสดงภาพความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมของชาวเนปาล เนื่องจากเป็นสถานที่ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ และยังมีสถานที่น่าสนใจที่ควรไปชมได้แก่ วัดตะเลชุ สร้างโดยกษัตริย์มเหนทรามัลละ (King Mahendra Malla) ในปี พ.ศ. 2092 และจัตุรัสแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี พ.ศ. 2522 อีกด้วย

 

03 | วัดกุมารี หรือกุมารีฆระ (Temple of Kumari or Kumari Ghar)
กาฐมาณฑุ (Kathmandu)

Nepal - Kathmandu - Kumari Ghar - Temple Of The Living Goddess - 12

วัดกุมารีเป็นอาคารสูง 3 ชั้นมีบานหน้าต่างโดยรอบในแต่ละบานหน้าต่างแกะสลักเรื่องราวในศาสนาฮินดู ตามความเชื่อของชาวเนปาลองค์ราชกุมารีมีมายาวนานกว่า 2600 ปี โดยเด็กหญิงผู้ที่ได้รับการคัดเลือกต้องมีลักษณะเป็นสมมุติเทพตามตำราจึงจะถือว่าเป็นตัวแทนแห่งศักติ ของเจ้าแม่มหากาลี ที่ลงมาจุติเพื่อปกป้องประเทศเนปาลให้มีความสงบร่มเย็น หากต้องการมาสักการะ กุมารี จะมีเทศกาลอินทรายาตรา (Indra Jatra) ซึ่งจะจัดช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน โดยมีขบวนแห่กุมาลี ไปตามถนนในเมืองกาฐมาณฑุ โดยมีการเล่นดนตรี ระบำตามความเชื่อศาสนาอย่างสวยงาม

 

04 | หมู่บ้านบันดิปูร์ (Bandipur)
คันดากิ (Gandaki)

Bandipur-Nepal

Manaslu

หมู่บ้านแห่งนี้จะอยู่ห่างจากกรุงกาฐมัณฑุ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 143 กิโลเมตร (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง) “บันดิปูร์” (Bandipur) หมู่บ้านบันดิปูร์ หมู่บ้านศักดิ์สิทธิ์ของชาว ฮินดู หมู่บ้านท่องเที่ยวเล็กๆ แต่มากไปด้วยเสน่ห์ ของประเพณี วัฒนธรรม และวิถีความเป็นอยู่ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชันบันดิปูร์ แปลเป็นไทยง่ายๆก็คือเมืองบัณฑิต หรือเมืองของผู้รู้ หมู่บ้านบนยอดเขาท่ามกลางขุนเขาที่รายล้อม หมู่บ้านบันดิปูร์ ตั้งอยู่บนระดับความสูง 1,030 เมตร โดยบริเวณรอบๆหมู่บ้านนั้นโดดเด่นไปด้วยทัศนียภาพที่โอบล้อมไปด้วยขุนเขาและม่านหมอก รวมไปถึงทิวทัศน์ที่สวยงามของเทือกเขาหิมาลัยที่สามารถมองเห็นจากตัวหมู่บ้านได้อย่างชัดเจน

 

05 | หุบเขาโภครา (Pokhara Valley)
โภครา (Pokhara)

Mt. Machhapuchchhre seen from International Mountain Museum

Pokhara Nepal

“เมืองโภครานักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบเดินทางโดยรถมากกว่าทางเครื่องบิน ด้วยระหว่างทางท่านจะได้เห็นทิวทัศน์ที่งดงามและวิถีชีวิตของชาวชนบทในประเทศเนปาลเส้นทางสายนี้มีชื่อเสียงมากในด้านความงดงามทางธรรมชาติ “หุบเขาโภครา” สูงกว่า ระดับน้ำทะเล 900 เมตร และโอบล้อมไปด้วยทิวเขาและป่าที่เขียวขจีเป็นทิวทัศน์ที่งดงามที่สุด โดยมีไฮไลท์คือ เทือกเขาอานาปุระ (Annapurna) และยอดเขาหางปลามัจฉาปูร์ชเร (Machhapuchhre) ที่สูงตระหง่านเสียดฟ้ากว่า 8,000 เมตรอย่างสวยงาม

 

06 | ทะเลสาบเฟวา (Phewa Lake)
โภครา (Pokhara)

Phewan Boats 3

Tal Barahi Temple

ล่องเรือพายในทะเลสาบเฟวา (Phewa Lake) ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ความสวยงามอยู่ที่ภาพในทะเลสาบสะท้อนภาพยอดเขามัจฉาปูชเรที่มีรูปร่างคล้ายหางปลา (Machhapuchhre) อย่างสวยงาม ตรงกลางทะเลสาบจะเป็นที่ตั้งของวัดบาลาฮี (Barahi Temple) วัดนี้เป็นวัดฮินดูที่สร้างถวายเจ้าแม่ Ajima ที่เป็นเทพเจ้าคอยปกป้องเหล่าปีศาจร้าย เป็นสถานที่ที่คุณพลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนเมืองโพคราด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและเงียบสงบ

 

07 | น้ำตกเดวิด (Davi’s fall)
โภครา (Pokhara)

Devil's Falls, Nepal

“น้ำตกเดวิด” เป็นน้ำตกนี้ถูกตั้งชื่อตามนายเดวิทที่มาเสียชีวิตพร้อมคู่รัก ณ ที่แห่งนี้ น้ำตกแห่งนี้สวยแปลกตากว่าที่อื่นตรงที่ต้องชโงกหน้าก้มลงไปดู เพราะน้ำตกที่ทิ้งตัวลงจากลำธารลงสูช่องเขาเบื้องล่างลึกลงไปกว่า 100 เมตร นับว่าเป็นน้ำตกที่มีความลึกที่สุด

 

8 | ซางรางก๊อต (Sarangkot) 
โภครา (Pokhara)

Lever du soleil sur le massif des Annapurnas depuis Sarangkot (8)

ซางรางก๊อต (Sarangkot) จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น โดยแสงอาทิตจะตัดกับยอดเขาต่างๆ ของเทือกเขาหิมาลัยอรรณาปุรณะ ณ จุดนี้ท่านจะได้เห็น 1 ใน 10 ของโลก ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ความสวยงามอยู่ที่เทือกเขาหิมาลัยและแม่น้ำเซติเป็นฉากอยู่ด้านล่าง สวยงามราวกับภาพวาด

 

9 | วัดบินดาบาซินี (Bindhabasani)
โภครา (Pokhara)

Nepal - Pokhara - Bindhyabasini Temple - 1

วัดบินดาบาซินี (Bindhabasani) วัดฮินดู วัดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพธิดา “บาวานี” วัดนี้ถือเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในเมืองโภครา เป็นวัดที่ชาวเมืองหรือต่างเมืองนิยมมาแต่งงาน และมาสักการะบูชาเทพธิดา “บาวานี” โดยนิยมถวายเครื่องถาด จะประกอบไปด้วย มะพร้าว แทนสัญลักษณ์สัตว์หนึ่งชีวิตใช้บูชายัน ดอกไม้ ผงติกะ ขนม และเฉพาะในวันอังคารและวันเสาร์จะมีพิธีสำคัญใหญ่ๆมีการบูชายันด้วยสัตว์เล็กและใหญ่ตลอดทั้งวัน

 

10 | แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เซติ (Seti River)
โภครา (Pokhara)

Cloudy water runs through Pokhara's Seti River Gorge aquaduct

Pokhara's Seti River Gorge aquaduct from up high

แม่น้ำแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อนึงว่า “แม่น้ำนม” โดยเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำกังฮารา หรือ แม่น้ำการ์นารี ซึ่งเป็นน้ำที่ละลายจากหิมะบนยอดเขาอภิหรือนามปาในเทือกเขาหิมาลัย โดยที่เรียกว่าแม่น้ำนมเพราะ มีสีขาวคล้ายน้ำนมนั่นเอง

 

11 | จัตุรัสภักตะปุร์ ดูร์บาร์ (Bhaktapur Durbar Square)
ภัคตะปูร์ (Bhaktapur)

Bhaktapur

Nyatapola Temple

จัตุรัสแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองบักตะปูร์ เนื่องจากบริเวณจัตุรัสนั้นเป็นที่ตั้งของอาคารและสิ่งก่อสร้างที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม รวมไปถึงสถานที่สาคัญๆมากมาย ในอดีตเคยเป็นราชธานีในหุบเขา เป็นเมืองที่เจริญบนเส้นทางการค้าสู่ธิเบต

 

12 | วัดเนียตา โปลา (Nyatapola)
ภัคตะปูร์ (Bhaktapur)

Nepal. Templo Nyatapola en Bhaktapur (2).

วัดแห่งนี้เป็นศาสนสถานที่สูงที่สุดในเนปาล มีด้วยกัน 5 ชั้น สูง 98 ฟุต สองข้างบันไดทางขึ้นมีรูปปั้นหินขนาดใหญ่แกะสลักเป็นรูปสัตว์ และเทพอารักขา เชื่อกันว่ารูปปั้นแต่ละคู่มีอานาจหยุดสิ่งชั่วร้ายที่เข้ามารุกรานวัดนี้ สร้างขึ้นถวายแด่เทพแห่งเนียตะโปลา ผู้ที่มีพลังสูงสุดหรือสิทธิลักษมี (Siddhi Lakshmi) ซึ่งเป็นเทวีลัทธิตันตระ โดยพระเจ้าภูปฏินทรา มัลละ เป็นผู้สร้างวัดนี้ในปี ค.ศ. 1702

 

13 | เทือกเขานากาก๊อต
นากาก็อต (Nagarkot)

IMG_2495.jpg

Nagarkot

ทือกเขานากาก็อต จากทิวทัศน์ทิศตะวันออกของหุบเขาจะสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้โดยรอบ ซึ่งที่นี่สามารถชมยอดเขา 5 ยอด จากจำนวน 10 ยอดที่สูงที่สุดในโลก ได้แก่ ยอดเขาเอเวอร์เลส (Everest), โลดเส (Lhotse), โชยู (Cho Yu), มาคารา (Makala), มานาสรู (Mamaslu) และยังเป็นเมืองตากอากาศของชาวเนปาล นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาพักผ่อนและชมพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น ความสวยงามอยู่ที่แสงของพระอาทิตย์สาดส่องตัดกับหิมะสีขาวที่ปกคลุมตามยอดเขาอย่างสวยงาม

 

14 | จัตุรัสปะฏัน ดูร์บาร์ (Patan Durbar Square)
ปะฏัน (Patan)

Durbar Square (Patan)

Patan Durbar Square 288

เมืองที่ได้สมญานามว่า “นครแห่งความสวยงาม” เป็นเมืองที่มีศิลปะอันวิจิตรงดงาม ที่สำคัญเป็น 1 ใน 4 เมือง ที่มีความสวยงามด้วยปติมากรรมของช่างฝีมือชาวเนปาล ที่ประกอบไปด้วยพระราชวังน้อยใหญ่ เป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ช่วงศตวรรษที่ 3 โดยถูกขนานนามว่าเป็นเมืองคู่แฝดของเมืองกาฐมาณฑุ (City of Beauty) มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจได้แก่ พระราชวัง (Patan Palace), วัดพระกฤษณะ มัณฑีร์ (Krishna Mandir) วัดทอง (Golden Temple)

 

15 | วัดปศุปฏินารถ (Pashupatinath Temple)
กาฐมาณฑุ (Kathmandu)

Nepal - Pashupatinath - Temple - 3

วัดนี้จุดเด่นอยู่ที่หลังคาทำด้วยทองซ้อนกัน 2 ชั้น ซึ่งถือเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดวัดหนึ่งในศาสนาฮินดูของเนปาล โดยวัดนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองการยูเนสโกในปี พ.ศ. 2522 เป็นวัดที่มีความสำคัญในช่วงเทศกาลศิวะราตรี วัดนี้ให้เข้าไปภายในวัดได้เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามภายในวัดได้จากอีกฝั่งด้านตะวันออกของแม่น้ำพัคมาตี

 

16 | สถูปโพธินาถ หรือพุทธนาถ (Boudhanath)
กาฐมาณฑุ (Kathmandu)

IMG_2120

Boudanath Stupa

มหาเจดีย์โพธิ์นาถ หรือพุทธนาถ (Boudhanath) เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล บนเจดีย์มีดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า (Wisdom Eyes) ทั้งสี่ทิศ บริเวณรอบวัดเป็นแหล่งชุมชนของชาวพุทธมหายานจากทิเบตที่อพยพเข้ามาเมื่อปีพ.ศ. 2502 จึงจะเห็นพระทิเบตและคนทั่วไปยืนแกว่งล้อมนต์พร้อมกับสวดมนต์อยู่ทั่วไป องค์การยูเนสโกขึ้นได้ทะเบียนสถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ.2522

 

เที่ยวเนปาล ทัวร์เนปาล แพ็กเกจเนปาล เพียงคลิก >>https://bit.ly/2xIk3Ki<<

สนใจทัวร์ต่างประเทศอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ 02-0960080 ถึง 1

ทุกการเดินทางของคุณให้เราดูแล ชอบบทความอย่าลืมแชร์กับเพื่อนๆนะครับ

เวียดนามเหนือ

IMG_6117.JPG
ฟานซิปัน ยอดเขาสูงสุดแห่งเวียดนามและในภูมิภาคอินโดจีน สูง3,143 เมตร จนได้รับการกล่าวขานว่า “หลังคาแห่งอินโดจีน” สูงที่สุดในอินโดจีนบนความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 3,143 เมตร และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงอย่างยิ่งสภาพป่าก็ยังคงมีความสมบูรณ์และสวยสดงดงามมากทว่าการเดินเท้าสู่ยอดเขาแห่งนี้ไม่ได้สะดวกสบายเลย เพราะสภาพเส้นทางที่ค่อนข้างชัน จนมีเฉพาะผู้พิสมัยการเดินป่าจากทั่วโลกเลือกเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการทดสอบกำลังใจและชื่นชมความงามของผืนป่าดินร้อนแห่งเอเชีย

SAPA
“เมืองซาปา” เมืองเล็กๆ กลางหุบเขาในจังหวัดลาวไก ในอดีตเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวยุโรป เนื่องจากเคยตกอยู่ในการยึดครองของประเทศฝรั่งเศส สถาปัตยกรรมของบ้านเรือนและตึกต่างๆ รวมถึงการวางผังเมืองจึงมีลักษณะเป็นแบบฝรั่งเศสที่ถูกรายล้อมไปด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับยอดเขาฟานซีปัน ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเวียดนาม และเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ทำให้เมืองซาปาแห่งนี้มีอากาศเย็นตลอดทั้งปี จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก

red bridge

ทะเลสาบคืนดาบ
ตั้งอยู่ใจ กลางเมืองฮานอย ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า ในสมัยที่เวียดนามทำสงครามกับประเทศจีน กษัตริย์      แห่งเวียดนามทำการสู้รบเป็นเวลานาน แต่ไม่สามารถรบชนะฝ่ายจีนได้ จนเกิดความท้อแท้ วันหนึ่ง  ได้ล่องเรือเข้ามา ณ ทะเลสาบแห่งนี้ ได้เจอกับเต่าตัวหนึ่งซึ่งที่ปากนั้นได้คาบดาบวิเศษอยู่และ ได้นำดาบนั้นมาให้กับกษัตริย์เวียดนามเพื่อใช้ในการทำสงคราม เมื่อกลับไปสู้รบกับประเทศจีนอีกครั้ง จนมีชัยชนะกลับมาทำให้บ้านเมืองสงบสุข และเมื่อเสร็จสิ้นสงครามแล้วพระองค์จึงได้นำ     ดาบกลับมาคืน ณ ทะเลสาบคืนดาบแห่งนี้

Ninh Binh
ตามก๊ก หรือ ฮาลองบก หนึ่งในภูมิทัศน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดนิงห์บิงห์ อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9 กิโลเมตร ตามก๊กมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนขนาดใหญ่อยู่รายล้อม คล้ายกับกุ้ยหลินเมืองจีน มีแม่น้ำงอด็องไหลผ่านและกัดเซาะภูเขาหินปูจนเกิดเป็นถ้ำหินปูนทั้งหมดสามถ้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อ ตามก๊ก ซึ่งคำว่าตามแปลว่าสาม และก๊กแปลว่าถ้ำ ซึ่งถ้ำแห่งนี้จะมีน้ำไหลลอดถ้ำไปตามทางที่ถูกกัดเซาะ เมื่อมองจากด้านบนจะเห็นทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงาม

Halong
อ่าวฮาลอง ที่ได้รับสมญานามว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองเวียดนาม เพราะมีเกาะหินปูนน้อยใหญ่จำนวนกว่า 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวน้ำทะเล บนยอดของแต่ละเกาะมีต้นไม้ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ด้วยความความสมบูรณ์ทางธรรมชาติและความสวยงามของอ่าวฮาลอง ทำให้องค์กรยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในปี 2537


HANOI-44
การแสดง ระบำหุ่นกระบอกน้ำ ศิลปกรรมประจำชาติเอกลักษณ์ของประเทศเวียดนามและมีแห่งเดียวในโลก ชมความสามารถในการเชิดหุ่นกระบอก (เชิดจากในน้ำผสมผสานกับเสียงบรรเลงของเครื่องดนตรีเวียดนามและพากย์สดๆของคณะละคร) นำเสนอเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ประเพณี วัฒนธรรมของชาวเวียดนาม และบอกกล่าวถึงเมืองหลวงฮานอย

“ปากีสถาน” ดินแดนที่รอคุณไปสัมผัสด้วยตัวเอง วันนี้เราจะพาท่านไปสัมผัสถึงความงามมนเสน่ห์แห่งหิมาลัย ทะเลสาบสีเขียวมรกต บนเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์ สวยงามแค่ไหนตามไปดูกันเลยค่ะ

 

1 | เส้นทางคาราโครัมไฮเวย์

(The Karakoram Highway)

Karakoram Highway

เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศจีนกับประเทศปากีสถาน เป็นระยะทางยาวจนต้องบันทึกในประวัติศาสตร์โลก จากเมืองแอบบอตดาบัดของปากีสถานผ่านภูมิภาคตอนเหนือของประเทศจนถึงคุนจีราฟพาส ซึ่งเป็นพาสชายแดนระหว่างประเทศที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย (สูง 4,700 เมตรจากน้ำทะเล) แล้วจึงเชื่อมต่อออกไปอีกจนกระทั่งถึงเมืองคัชการ์ของประเทศจีน รวมแล้วมีความยาวประมาณ 1,300 กิโลเมตรโดยใช้วิศวกรและกำลังคนบางส่วนจากประเทศจีนร่วมมือช่วยเหลือกันกับแรงงานฝั่งประเทศปากีสถาน ระหว่างทางท่านจะได้พบทัศนียภาพที่สวยงามราวกับสวรรค์สรรสร้าง ยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ต้องมาสัมผัสด้วยตาท่านเอง

 

2 | เมืองชีลาส

(Chilas)

Pakistan_061

เมืองนี้ท่านจะได้ชมโขดหินจารึกภาพเขียนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของเมืองชีลาส ซึ่งโขดหินจารึกเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นเป็นระยะตลอดเส้นทางสายไหม เส้นทางที่เคยมีพ่อค้าวาณิชมากมายผ่านไปมา โดยที่เมืองชีลาสนี้ ถือเป็นจุดศูนย์รวมโขดหินจารึกภาพโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีการค้นพบหลักฐานมากกว่า 20,000 ชิ้นเกี่ยวกับศิลปะโบราณและภาพเขียน

 

3 | หุบเขาฮุนซ่า

(Hunza valley)

Golden Hour and Autumn

เป็นหุบเขาในเมืองกิลกิต (Gilgit) ซึ่งอยู่ในเขตปกครองพิเศษกิลกิต-บาลิสถาน (Gilgit- Baltistan) ดินแดนใต้การปกครองของรัฐบาลปากีสถาน หุบเขาฮุนซ่าตั้งอยู่ทางเหนือของแม่น้ำฮุนซ่าอยู่ในระดับ 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยมีเมืองคาริมาบัดเป็นเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับจากความงดงามของทัศนียภาพที่โอบล้อมด้วยภูเขาที่สูงตระหง่าน อย่างเช่น อูลท่า ซ่าร์ (Ultar Sar), ราคาโพชิ (Rakaposhi),โบจาฮาเกอร์เดอร์นาเซอร์ (Bojahagur Duanasir II), ฮุนซ่าพีค (Hunza Peak), ดิรันพีค(Diran Peak),และบับลิมาติ้ง (Bublimating),(เลดี้ฟิงเกอร์–Ladyfinger Peak) ซึ่งภูเขาต่างๆเหล่านี้มีความสูงมากกว่า 6,000 เมตร เหนือระดับทะเล

 

4 | บัลติทฟอร์ด

(BALTIT FORT)

Baltit Fort, Gilgit (6 of 7)

the Royal Balcony.... Baltit Fort Hunza

สัญลักษณ์ของหุบเขาฮุนซ่า เป็นที่อยู่ในอดีตของเหล่า ผู้ปกครองฮุ่นซ่า (MIRS) โดยตั้งอยู่บนเนินเขาสูงของเมืองคาริมาบัด ท่านสามารถเห็นวิวรอบเมืองฮุนซ่าได้จากที่นี่ BALTIT FORT ได้สร้างขึ้นมานานกว่า 700 ปี แต่ได้มีการบูรณะ ซ่อมแซมเสมอมา BALTIT FORT นั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบ บัลติสถานผสมผสานกับทิเบต และในปัจจุบันบัลติตฟอร์ดยังอยู่ในรายชื่อพิจารณาเป็นมรดกโลกของ Unesco อีกด้วย

 

5 | ด่านช่องเขาคุนจีราบ

(Khunjerab Pass)

Khunjerab Pass

ช่องทางการค้าที่สูงที่สุดในโลก จุดบรรจบแห่งอารยะธรรมโบราณบนเส้นทางสายไหมอันเก่าแก่ ที่นี่คือด่านพรมแดนที่สูงที่สุดในโลก สูงจากระดับนํ้าทะเลกว่า 4,730 เมตร บนเมือกเขาคาราโครัม ซึ่งเดินทางตามแนวเส้นทางสายไหมโบราณที่เชื่อมเอเชียกลางสู่ยุโรป เทือกเขาหิมะสลับซับซ้อนเหมือนสวิสเซอร์แลนด์ และสามารถพบเห็นสัตว์หายาก เช่นตัว Ibex หรือ แพะภูเขา Yak ที่อาศัยอยู่ตามไหล่เขาสูง จนถึงจุดสุดท้ายที่ด่านชายแดนระหว่าง ปากีสถาน และ จีน ก่อนที่จะออกไปยังประเทศจีนบนเส้นทางสายไหมที่ซินเกียง

 

6 | ทะเลสาบอัตตาบัด

(Attabad Lake)

Attabad Lake

เป็นทะเลสาบที่เกิดจากดินถล่มเพราะแผ่นดินไหวเมื่อปี 2009 ลงมากั้นแม่น้ำฮุนซ่า จนกลายเป็นทะเลสาบสีเทอควอยส์แบบนี้ซึ่งทะเลสาบนี้มีความยาว 21 เมตร และความลึก 103 เมตร รอบๆทะเลสาบบางส่วนจะเห็นดินที่ถล่มลงมาจนกลายเป็นเขื่อนกั้นทะเลสาบ การเดินทางขึ้นเหนือไปจีนก่อนหน้านี้  ต้องใช้ทางเรือเท่านั้น ทางจีนได้ช่วยสร้างอุโมงค์ลอดเขาเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางคาราโครัมใหม่

 

7 | ธารน้ำแข็งเมืองพาสสุ

(Passu Glacier)

Passu Glacier

เมืองพาสสุ (Passu) เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่อยู่บนเส้นทางทางคาราโครัมข้างๆแม่น้ำฮุนซ่า ทางตอนใต้ของหมู่บ้านจะมีธารน้ำแข็ง ธารน้ำแข็งแห่งนี้จะไหลไปเชือมโยงกับธารน้ำแข็ง Batura การเข้าชมต้องเดิน trekking ซึ่งเดินประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วจะได้พบกับธารน้ำแข็งพัสสุสีขาวอันยิ่งใหญ่ตระการตา

 

8 | สะพานแขวนโกจาว

(Gojal Suspension Bridge)

Hussaini Suspension Bridge on Hunza River

สะพานที่ใช้ข้ามแม่น้ำของคนท้องถิ่นทอดยาวผ่านทะเลสาบบอริท (Borit Lake) ทะเลสาบน้ำจืดสีเขียวใสที่หลบซ่อนตัวอยู่อย่างสงบท่ามกลางหุบเขาสวย

 

9 | กราเซียฮอปเปอร์

(Hopper Glacier)

Hopar Glacier

กราเซียฮอปเปอร์ (Hopper Glacier) เป็นจุดเข้าชมกราเซียที่ใกล้มากท่านจะได้เห็นกราเซียที่สั่งสมกาลเวลามายาวนานจนแทบเปลี่ยนจากนํ้าแข็งกลายเป็นหิน ซึ่งเห็นได้จากความเก่าแก่สีออกเทาของกราเซียแห่งนี้

 

10 | พระพุทธรูปที่แกะสลักบนหน้าผา

(The Kargah Buddha)

Kargah Buddha near Gilgitพระพุทธรูป “Kargah” เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักบนหน้าผา เป็นพระพุทธรูปในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถูกคนพบพร้อมกับเจดีย์ 3 องค์ซึ่งสูง 400 เมตรในช่วงปี ค.ศ.1938-1939

 

11 | เมืองกิลกิต

(Gilgit)

52

เมืองกิลกิต เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเชิงเขาคาราโครัม พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองนี้เต็มไปด้วยภูเขา ซึ่งภูเขาที่นี้มีความน่าสนใจอย่างมากเพราะได้ชื่อว่าเป็น ดินแดนแห่งความงามบริสุทธ์ที่ถูกตกสำรวจจากชาวโลกนอกจากนี้เมืองกิลกิตยังเป็นเมืองสำคัญที่เส้นทางสายไหมในอดีตตัดผ่าน และใช้เป็นเส้นทางการเผยแผ่ศาสนาพุทธจากอินเดียสู่ดินแดนต่างๆ ในเอเชียทำให้พบหลักฐานทางพุทธศาสนาในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปสะพานแขวนกิลกิต (Gilgit Suspension Bridge) ซึ่งเป็นสะพานแขวนในสมัยโบราณที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เป็นสะพานแขวนที่รถสามารถวิ่งผ่านได้ สร้างโดยกองทัพอังกฤษในช่วงค.ศ.ที่ 19

 

12 | มัสยิดไฟซาล

(Faisal Mosque)

Islamabad, Pakistan

เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย สร้าโดยกษัตริย์ไฟซาลแห่งราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียใช้เงินงบประมาณ การสร้างสูงถึง 50 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

 

เกร็ดน่ารู้ก่อนไปปากีสถาน

  • ปากีสถานเวลาจะช้ากว่าเวลาไทย 2 ชั่วโมง
  • สกุลเงินที่ใช้ รูปีปากีสถาน (RS.PKR) แนะนำให้ทุกท่านแลกเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐ (USD) เพื่อไปแลกเป็นรูปีปากีสถาน (RS.PKR) โดยท่านสามารถแลกได้ที่เคาน์เตอร์แลกเงินที่สนามบินหรือในโรงแรมที่พัก***กรณีแลกเงินสกุลดอลล่าร์จากเมืองไทยไป ต้องเป็นเงินที่พิมพ์ปี ค.ศ. 2000 ขึ้นไปนะครับ
  • กระแสไฟฟ้าที่ใช้  220 โวลต์ ส่วนใหญ่รูปลั๊กเป็นชนิดรูกลม 2 รู แนะนำให้ทุกท่านเตรียม  Universal Adapter ไปด้วยครับ
  • สำหรับท่านที่ชอบการถ่ายรูป ควรจัดเตรียม กล้องถ่ายรูป, ฟิล์ม, แบตเตอรี่ และที่ชาร์ทให้พร้อม เนื่องจากที่ต่างประเทศราคาแพงและคุณภาพไม่ดี ในอากาศอุณหภูมิต่ำจะทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ แนะนำว่าหากไม่ใช้ควรถอดใส่กระเป๋าอุ่นๆ เก็บไว้ก่อนครับ
  • ข้อควรระวัง ในกลุ่มประเทศมุสลิมการดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นการต้องห้ามฉะนั้นไม่ควรดื่มในที่ที่ไม่ได้จัดไว้สำหรับการดื่มแอลกอฮอล์และการนำเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์เข้าไปในร้านโดยปกติทางร้านจะเก็บค่าบริการ และ มินิบาร์ในโรงแรมจะราคาสูงท่านสามารถซื้อจากข้างนอกแล้วไปทานในโรงแรมได้แต่จะต้องเป็นร้านค้าที่มีใบอนุญาติให้ขายแอลกอฮอล์เท่านั้น

เที่ยวปากีสถาน ทัวร์ปากีสถาน แพ็กเกจปากีสถาน เพียงคลิก >>https://bit.ly/2J7Rona<<

สนใจทัวร์ต่างประเทศอื่นๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ 02-0960080 ถึง 1

ทุกการเดินทางของคุณให้เราดูแล ชอบบทความอย่าลืมแชร์กับเพื่อนๆนะครับ