แผนที่ประเทศภูฏาน

แผนที่ประเทศภูฏาน

แผนที่แสดงให้เห็นว่าประเทศภูฏานมีชายแดนติดกับอินเดียและจีนทางด้านทิเบตและตั้งอยู่ในแทบเทือกเขาหิมาลัย

ภูฏาน (Bhutan) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรภูฏาน (Kingdom of Bhutan) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีขนาดเล็ก และมีภูเขาเป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่ในแทบเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศ อินเดียกับจีน

ประเทศภูฏานเป็นดินแดนที่หลายๆคน ยกให้เป็นดัง”สวรรค์บนพื้นพิภพ” ตามตำนานเล่าว่า ขณะที่ Tsangpa Gyare Yeshe Diorje (ค.ศ.1161-1211)กำลังประกอบพิธีสถาปนาวัดลามะแห่งหนึ่งในทิเบตกลาง ท่านได้ยินเสียงร้องซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเสียงของมังกร จึงได้ให้ชื่อวัดแห่งนี้ว่า “Druk”(มังกร) และให้นามสำนักที่ท่านตั้งขึ้นว่า “Drukpa” ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศภูฎานคือ Druk Yul (อ่านว่า ดรุก ยุล) แปลว่า “ดินแดนของมังกรสายฟ้า (Land of the Thunder Dragon)

 

ธงชาติภูฏาน
ธงชาติภูฏาน

 

ประชากรภูฏาน

ภูฏานมีจำนวนประชากรเพียง 752,700 คน ซึ่งมีอัตราการเพิ่มของประชากรร้อยละ 2.14

โดยประกอบด้วย 3 เชื้อชาติ ได้แก่
1. ชาร์คอป (Sharchops) ชนพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันออก
2. งาลอบ (Ngalops) ชนเชื้อสายธิเบต ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคตะวันตก
3. โลซาม (Lhotshams) ชนเชื้อสายเนปาล ส่วนใหญ่อยู่ทางใต้

ศาสนาภูฏาน

รัฐธรรมนูญของชาวภูฏานได้ให้อิสระในการนับถือศาสนา ประชากรและนักท่องเที่ยวสามารถประกอบพิธีกรรมสักการะได้ทุกรูปแบบตราบเท่าที่มันไม่ได้ส่งผลไม่ดีต่อบุคคลอื่น ชาวคริสต์ ชาวฮินดู และอิสลามยังคงอาศัยอยู่ที่ภูฏาน

ที่ประเทศภูฏานประชากรส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน ดังนั้นเมื่อเราเดินทางไปยังประเทศภูฏานจะเห็นว่าจะมีวัดอยู่ทุกที่อีกทั้ง

โดยประชาชนชาวภูฏานนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน(ตันตรยาน หรือบ้างก็เรียกว่าวัชรยาน) 75% ศาสนาฮินดู 24% ศาสนาอิสลาม 0.7% และศาสนาคริสต์ 0.3%

 

ประวัติประเทศภูฏาน

ประวัติประเทศภูฏาน

 

ประเทศภูฏานถูกเชื่อว่าอาศัยอยู่ตั้งแต่ก่อนคริสต์ศักราชกว่า 2000 ปีมาแล้ว เนื่องจากการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินในยุคสมัยนั้นในบริเวณนั้น เริ่มแรกนั้นเป็นประเทศที่รู้จักกันในหลายชื่ออันประกอบไปด้วย โหลวจง (Lho Jong) ‘หุบเขาแดนใต้’, โหลวมอนคาชิ (Lho Mon kha Shi) ‘ประเทศโดดเดี่ยวแดนใต้ที่เข้าถึงได้ทั้ง 4 ทาง’, โหลวจงเม็นจง (Lho Jong Men Jong) ‘หุบเขาสมุนไพรแดนใต้’ และโหลวมอนเซ็นเด็นจง (Lho Mon Tsenden Jong) หุบเขาโดดเดี่ยวแดนใต้ที่ซึ่งไม้จันทน์งอกงาม มอน  เป็นคำที่ชาวทิเบตใช้อ้างถึงคนผิวเหลือง ที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา อาศัยอยู่ทางทิศใต้ของเทือกเขาหิมาลัย

ในศตวรรษที่ 17 ประเทศนี้ได้กลายมาเป็นที่รู้จักในชื่อ ดรุก ยุล (Druk Yul) หรือแผ่นดินของดรุกพาส (Drukpas) ชื่อที่หมายถึง ดรุกพา (Drukpa) นิกายหนึ่งของศาสนาพุทธ ซึ่งได้รับความศรัทธาอย่างโดดเด่นในบริเวณนั้นตั้งแต่ช่วงระยะเวลานั้น

ซับดรุง นาวาง นัมเกล
ซับดรุง นาวาง นัมเกล

ในช่วงแรกลัทธิโบนเป็นที่รู้จักในประเทศภูฏานอย่างเด่นชัด ศาสนาพุทธเริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศภูฏานในศตวรรษที่ 7 โดยพระเจ้าซรอนซันกัมโปกษัตริย์ทิเบตเป็นผู้นำเข้ามาและผู้สนับสนุนที่เข้มแข็ง กูรูริมโปเชผู้นำสงฆ์ที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนามของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2

ชาวพื้นเมืองในพื้นที่นี้ได้ถูกรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดย ซับดรุง นาวาง นัมเกล เขาได้รวบรวมกำลังพลปราบ 3 ผู้รุกรานชาวทิเบต สถาปนาระบบกฎหมายและระบบการปกครองขึ้น แต่ภายหลังจากที่ท่านเสียชีวิต ระบบเหล่านั้นได้ถูกก็ถูกกัดกร่อนด้วยภาวะสงครามและสงครามการเมืองระหว่างผู้ปกครองชาวพื้นเมือง จนกระทั่ง อูเก็น วังชุก ผู้ปกครองหัวเมืองสามารถเข้าควบคุมได้สำเร็จ และด้วยการสนับสนุนของประชาชน เขาได้สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ประเทศภูฏานคนแรก ในปีค.ศ. 1907 พระเจ้าแผ่นดินอูเก็นวังชุกได้กลายเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีคนแรก (Druk Gyalpo) กษัตริย์แห่งมังกรและราชวงศ์วังชุกก็ปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติประเทศภูฏาน ประวัติประเทศภูฏาน ประวัติประเทศภูฏาน ประวัติประเทศภูฏาน ประวัติประเทศภูฏาน ประวัติประเทศภูฏาน

กษัตริย์ของประเทศภูฏานตั้งแต่รัชการที่ 1 ถึง 5 (เลียงลำดับจากซ้าย ร.1, ร.3, ร.5, ร.4, ร.2)

ในปีค.ศ. 2008 ประเทศภูฏานได้ออกพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิของพลเมืองได้ดีขึ้น หลังจากนั้นในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันสมเด็จพระราชาธิบดีที่ 5 จิ๊กมีเคเซอร์นัมเกลวังชุกได้ขึ้นครองราชสมบัติจนถึงปัจจุบัน

ภาษาประจำชาติภูฏาน

ภาษาประจำชาติภูฏาน

ที่ประเทศภูฏานประชาชนส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะว่าทางรัฐบาลได้กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญและได้กำหนดให้เนื้อหาที่เรียนส่วนหนึ่งต้องเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับคนไทยเดินทางไปภูฏานมั่นใจได้เลยว่า ถ้าคุณพูดภาษาอังกฤษได้ คุณเดินทางได้แน่นอน ไม่อย่างนั้นก็ควระเดินทางกับทัวร์ที่มาพร้อมกับหัวหน้าทัวร์

ภูฏานเป็นประเทศที่ร่ำรวยภาษา ที่มีภาษาพูดท้องถิ่นมากกว่า 19 ภาษา ความหลากหลายทางภาษานี้น่าจะเกิดจากลักษณะทางภูมิประเทศที่มีภูเขาและเหวลึกพาดผ่านมากมาย ด้วยภูมิประเทศอันเป็นลักษณ์นี้เอง ทำให้ชนพื้นเมืองในประเทศต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการอยู่รอดของประชาชนอีกด้วย ภาษาประจำชาติของภูฏานคือ ซองคา (Dzongkha) ภาษาพื้นเมืองของงาลอบ (Ngalops) ที่อาศัยอยู่ทางใต้ของประเทศภูฏาน

ซองคา มีความหมายที่แท้จริงว่า ภาษาที่พูดใน ซอง (Dzongs) ป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการและอารามของพระภิกษุ

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ภาษาสำคัญคือ ชางละคา (Tshanglakha) และโลธแชมคา (Lhotshamkha) ชางละคา เป็นภาษาพื้นเมืองของ แชงกลาส  (Tshanglas) อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกของภูฏาน ในขณะที่ โลทแชมคา (Lhotshamkha) ถูกใช้พูดกันโดยชาวภูฏานที่มีต้นตระกูลเป็นชาวเนปาล

ภาษาถิ่นอื่นๆ ที่ใช้พูดกัน เช่น เค็งคา (Khengkha) และ บุมทัพคา (Bumtapkha) โดยชาว เค็งพาส (Khengpas) และชาวบุมเเทพ (Bumthap) อาศัยอยู่ทางภาคกลางของภูฏาน ภาษาถิ่นมังเด็พคาห์ (Mangdepkah) ที่ซึ่งถูกใช้พูดกันโดยผู้ที่อาศัยอยู่ใน ทรองซา (Trongsa) และโช ชา งา ชัง คา (Cho Cha Nga Chang Kha) ภาษาที่ซึ่งใช้โดย เคอโทพ (Kurtoeps) เชอปาส  (Sherpas) เล็พชาส (Lepchas) และทะมัง (Tamangs) ในภาคใต้ของภูฏานก็มีภาษาถิ่นเป็นของตนเองด้วยเช่นกัน น่าเสียดายที่ มงคา (Monkha) และ กงโดพคา (Gongduepkha) ใกล้จะไม่มีผู้ใช้พูดเหลืออยู่อีกแล้ว

 ชุดของชาวภูฏาน

ชุดผู้ชายภูฏาน
ชุดผู้ชายภูฏาน

ชุดผู้ชายภูฏานเรียกว่า โกะ (Gho)

หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษของชาวภูฏานคือชุดประจำชาติของพวกเขา เครื่องแต่งกายนี้ได้ถูกพัฒนามายาวนานนับพันปี ผู้ชาย จะสวมใส่ โกะ (Gho) เสื้อคลุมยาวระดับเข่า ผูกด้วยผ้าคาดเอวคล้ายกิโมโนที่เรียกว่า คีร่า (Kera)  กระเป๋าที่อยู่ทางด้านหน้านั้น ในสมัยโบราณมักใช้ใส่ชามอาหารและกริชเล็กๆ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้กระเป๋ามักจะใช้ใส่ของเล็กๆ น้อยๆ ตามความเคยชิน เช่น กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโดมา (หมาก)

ชุดผู้หญิงภูฏาน
ชุดผู้หญิงภูฏาน

ชุดผู้หญิงภูฏานเรียกว่า คิร่า (Kira)

ผู้หญิง จะสวมใส่คิร่า (Kira) เสื้อคลุมยาวถึงข้อเท้าควบคู่ไปกับเสื้อคลุมบางๆ ด้านนอก ที่รู้จักกันในชื่อ เทโก (Tego) และเสื้อด้านในที่รู้จักกันในชื่อ วอนจู (Wonju)

ชนเผ่าและกลุ่มพเนจรเหมือนเช่นชาว บรามิส (Bramis) และชาวโบรกพาส (Brokpas) ทางภาคตะวันออกของประเทศภูฏานนั้นจะสวมใส่เสื้อผ้าในรูปแบบที่แตกต่างจากประชากรชาวภูฏาน ชาวโบรกพาส (Brokpas) และชาว บรามิส (Bramis) ทั้งสองสวมใส่เสื้อผ้าที่ทอจากขนของวัวป่า (Yak) หรือขนแกะ

ความหมายของผ้าพาดบ่า

ชาวภูฏานจะต้องใช้ผ้าพาดบ่าเมื่อต้องไปซอง (Dzongs) และศูนย์กลางการบริหารการจัดการต่างๆ มีหลากหลายสี ซึ่งแต่ละสีจะแสดงถึงสถานภาพทางสังคมของคนคนนั้น ผ้าพาดบ่าที่ผู้ชายใช้นั้นจะถูกเรียกว่า แกบเน่ (Kabney) และที่ผู้หญิงใช้จะถูกเรียกว่า ราชู (Rachus)

ราชูจะพันอยู่รอบไหล่ของผู้หญิง แตกต่างจากผ้าพาดบ่าที่ผู้ชายใช้ และไม่มีการแบ่งสถานภาพทางสังคมตามสีของมัน ราชูมักจะทอด้วยไหมดิบและเย็บด้วยลวดลายที่สวยงาม

ชุดกษัตริย์ภูฏาน
ชุดกษัตริย์ภูฏาน

รูปพระราชินีและกษัตริย์ภูฏาน(ผ้าพาดบ่าสีเหลืองจะใช้ได้แค่กษัตริย์และพระสังฆราชเท่านั้น)

ทางด้านล่างจะเป็นการแบ่งแยกความแตกต่างของสีของผ้าพาดบ่าหรือแกบเน่กับสถานะทางสังคม

ตำแหน่ง

ผ้าพาดบ่า

กษัตริย์ สีเหลือง
เจเคนโป (พระสังฆราช) สีเหลือง
รัฐมนตรี สีส้ม
ผู้พิพากษา สีเขียว
ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น สีแดงขลิบขาว
บุคคลธรรมดา สีขาว

 

ประวัติศาสตร์ภูฏาน

ประวัติศาสตร์ภูฏานมีศาสนาพุทธเป็นหัวใจสำคัญของชนชาติมาตั้งแต่ในอดีตกาล วัดในพระพุทธศาสนาเป็นสัญลักษณ์ของภูฏาน ที่คนทั่วไปรับรู้ว่ากับภูฏานเป็นดินแดนของศาสนาพุทธบนเทือกเขาหิมาลัย  วัดสำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูฏานมีอยู่ 2 วัด คือ วัดคิชูที่เมืองปาโร (Kyichu Lhakhang) กับวัดจัมเบย์ที่เมืองบุมธัง (Jambay Lahkhang)

ในศตวรรษที่ 8 ท่านกูรู รินโปเช (Guru Rinpoche) เป็นผู้ริเริ่มสร้างศาสนสถานขึ้นในภูฏาน ซึ่งในปัจจุบันเป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของภูฏาน คือ วัดKurjey Lhakhang ที่เมืองบุมธัง และวัดทักซังที่เมืองปาโร ต่อมาในศตวรรษที่ 13 จึงได้มีการก่อตั้งอาศรมสำหรับสอนศาสนาพุทธนิกายมหายานฝ่ายตันตระวัชรยานขึ้นทางตะวันตกของภูฏาน หลังจากนั้นก็มีพระลามะอีกหลายท่านมาช่วยกันพัฒนาและสืบทอดศาสนาพุทธในประเทศภูฏานจนเป็นปึกแผ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ลามะองค์สำคัญของภูฏานในสมัยศตวรรษที่ 17 คือ ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) เป็นพระผู้นำอีกองค์หนึ่ง ผู้บุกเบิกสร้างอารามสอนศาสนาพุทธนิกายมหายานในประเทศภูฏาน (มีลามะเหมือนทิเบต เรียกว่า Lamaistic Buddhist) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ท่านได้พยายามปลูกฝังและสร้างรากฐานความเป็นชาติของภูฏานด้วยพุทธศาสนาจนเป็นผลสำเร็จ ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล เป็นผู้สร้างอาศรมกึ่งป้อมปราการ หรือซอง (Dzong)ขึ้นที่เมืองทิมพู ท่านได้สร้างวัดและศาสนสถานต่างๆอีกมากมาย และผลักดันจนพระพุทธศาสนาของภูฏาน หรือ Drukpa Kagyu กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติ

เมื่อภูฏานมีศาสนาพุทธเป็นเอกลักษณ์ของชาติแล้ว ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล เป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานการปกครองของภูฏานให้มีการบริหารประเทศออกเป็น 2 ระบบ ซึ่งเป็นการปกครองที่ประกอบด้วยฝ่ายศาสนจักรและฝ่ายฆราวาส ฝ่ายศาสนจักรมีพระสังฆราช หรือเจเคนโป (Je Khenpo) เป็นพระประมุข ส่วนเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เรียกว่า เดซิ (Desi) ต่างก็มีส่วนในการปกครองท้องถิ่นด้วยภูฏานใช้การปกครองแบบนี้มาเป็นเวลา 2 ศตวรรษ จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 19 ฝ่ายฆราวาสในขณะนั้น คือ เจ้าเมืองตรงซา (Trongsa Penlop) ชื่อว่าจิกมี นัมเยล วังชุก (Jigme Namgyal Wangchuk) ซึ่งเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมีอิทธิพลมาก จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวภูฏานทั้งหมด เมื่อเกิดการขัดแย้งเรื่องการปกครองที่เมืองปาโร ท่าน จิกมี นัมเยล วังชุก จึงแต่งตั้งลูกชาย ชื่อว่า จิกเยล อูเก็น วังชุก (Jigyel Ugyen Wangchuk) ขึ้นเป็นเจ้าเมืองปาโร เป็นการได้อำนาจการปกครองอาณาจักรภูฏานโดยปริยาย หลังจากนั้น องค์คณะสงฆ์ที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองปูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ จิกเยล อูเก็น วังชุกเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกของภูฏาน ในปี ค.ศ. 1907 นับเป็นการเริ่มต้นรัชกาลแรกของราชวงศ์วังชุก ต่อมาเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ พระโอรสพระนามเดียวกับพระองค์ได้เป็นพระราชาธิบดีของภูฏานสืบต่อมา โดยการปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก (Jigme Dorji Wangchuk) ทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า “ พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่” (Father of Modern Bhutan) ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และทรงพัฒนาประเทศและปรับปรุงมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวภูฏานให้ดีขึ้น

ราชวงศ์วังชุกปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก (Jigme Singye Namgyal Wangchuck) ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1974 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก

การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปีค.ศ. 1998 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว

ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี ค.ศ. 2005 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆกว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

รัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น นอกจากนี้ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏาน ต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น

ประเทศภูฏานจะจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.2005 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (Jigme Khesal Namgyel Wangchuck) ในปี ค.ศ. 2008

การประกาศสละราชบัลลังก์ของพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวภูฏานเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามชาวภูฏานยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในกษัตริย์และมกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งได้ประกอบพระราชกรณียกิจร่วมกับพระราชาธิบดีมาโดยตลอด อันที่จริงแล้ว ชาวภูฏานส่วนใหญ่ยังต้องการให้ภูฏานปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป เนื่องจากเกรงว่าการเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยอาจก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายและการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายในประเทศเหมือนเช่นประเทศเพื่อนบ้าน

 

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในลักษณะค่อยเป็นไปของภูฏานดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ผู้นำประเทศเห็นว่า ภูฏานนั้นจำเป็นจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโลกและปัญหาท้าทายใหม่ๆพร้อมทั้งสามารถตอบสนองกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก

สภาพอากาศ ภูฏานจะไม่เหมือนกันในแต่ละภาคของประเทศ แปลเปลี่ยนไปตามระดับความสูงวัดจากระดับน้ำทะเล ในเมืองๆนึงของประเทศภูฏานอาจจะมีพื้นที่สูงต่ำต่างกันมากถึง 1,000-2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หมายความว่าหน้าหนาวเหมือนกันแต่ที่เรายืนอยู่หิมะอาจไม่ตกแต่เราจะเห็นภูเขาด้านหน้าเรามีหิมะเป็นต้น

ภูมิอากาศที่ประเทศภูฏาน:

ทางตอนใต้ของประเทศภูฏานที่ติดกับประเทศอินเดียนั้น อากาศจะร้อนชื้นตลอดทั้งปี ภาคกลางของประเทศภูฏานอาจจะมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันระหว่างตอนเช้าและตอนกลางคืนได้มาถึง 15-30 องศา หน้าหนาวจะเย็นสบายแต่ไม่ถึงกับหนาวมากเกินไปบางเมืองอาจมีหิมะบ้างเนื่องจากระดับความสูง หน้าร้อนไม่ร้อนมากมายเหมือนช่วงหน้าหนาวตอนเหนือของเรา กลางวันอาจใส่เสือตัวเดียวเที่ยวเล่นได้สบายกลางคืนอาจจะต้องใส่เสื้อหนาวบางๆ ทางตอนเหนือของภูฏานจะมีระดับความสูงมากหนาวตลอดทั้งปี

ฤดูการ:

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม)

เป็นฤดูท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะแยอะที่สุด ช่วงนี้เป็นช่วงที่พ้นหน้าหนาวมาแล้ว ต้นไม้จะพลิใบ ดอกไม้จะสวยแต่อาจไม่แยอะเท่าช่วงหน้าร้อน หญ้าจะเขียว เป็นช่วงที่อากาศกำลังดีไม่หนาวมากมายเพราะน้ำแข็งบนภูเขาเพิ่งละลายน้ำใส ถ้าท่านกำลังสนใจการเดินป่าหรือกิจกรรม Outdoor ช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ช่วงนี้มีเทศการสำคัญคือ Paro Tshechu ที่เมืองพาโร

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤษจิกายน)

ช่วงนี้ป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว เหมือนฤดูใบไม้พลิ เป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี มีดอกไม้แต่สวยงาม ช่วงนี้ไม่หนาวมากมายเพราะเพิ่งผ่านช่วงหน้าร้อนจะเข้าหน้าหนาวฟ้าสวย มีเทศการสำคัญคือ Thimphu Tshechu เดินขึ้นเขาไม้ร้อน อากาศดี

ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม)

ช่วงนี้เป็นนอกฤดูท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไม่แยอะมาก มีฝนตกบ้าง(ต้องบอกไว้ก่อนว่าฝนภูฏานจะเป็นฝนที่อยู่บนเทือกเขา ตกไม่แยอะมาก ไม่นาน เม็ดเล็กท่านสามารถเที่ยวได้สบายๆ) เป็นช่วงที่ดอกไม้แยอะที่สุด เขียวทุกที่ๆไป หลังฝนตกฟ้าเปิด เหมาะสำหรับมาท่องเที่ยวพักผ่อน อากาศจะอยู่ที่ 15-25 องศา อากาศดี

ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์)

ช่วงนี้เป็นนอกฤดูท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวไม่แยอะมาก บางคนคิดว่าเที่ยวช่วงนี้มีหิมะ แต่จริงๆแล้วควรดูแยกแต่ละเมือง โดยส่วนมากเมือง ทิมพู พาโร พูนาคา หิมะไม่ตกในเมืองหรือระหวางการเดินทาง แต่ท่านจะเห็นภูเขาหิมะโดยรอบเนื่องจากในเมืองเดียวกันความสูงสามารถต่างกันได้ 1,000-1,500 เมตรเลยทีเดียว ช่วงหน้าจะเห็นต้นไม้บางสวนพลิใบแล้ว แต่ข้อดีคือน้ำจะใสมากเห็นปลาเลยทีเดียว มีโอกาศสูงมากที่ฟ้าจะใสตลอดการเดินทาง เอาเสื้อหนาวสวยๆมาใส่ได้เลยจ้า

สภาพอากาศในแต่ละเมือง

ตารางด้านล่างเป็นสภาพอากาศโดยเฉลี่ยในประเทศภูฏานวัดจากพื้นราบที่คนอยู่อาศัย ซึ่งท่านสามารถเอาข้อมูลนี้ดูเพื่อการตัดสินใจในการเดินทางได้เลย โดยประสบการณ์แล้วเราแนะนำให้เชื่อตารางด้านล่างนี้ดีกว่าในสถาพอากาศทางอินเตอร์เน็ต ความสูงของพื้นที่มีส่งผลถึงสภาพอากาศ

Month Values.in.Celsius Paro Thimphu Punakha Trongsa Bumthang Mongar Trashigang
January Max

Min

9.4

-5.8

12.3

-2.6

17.0

4.3

13.0

-0.2

10.8

-5.1

15.5

8.2

20.4

10.5

February Max

Min

13.0

1.5

14.4

0.6

19.0

7.8

13.9

0.4

10.0

-1.4

15.9

8.3

21.7

11.5

March Max

Min

14.5

0.6

16.4

3.9

22.8

10.4

16.7

4.4

16.2

3.5

20.0

11.6

24.8

14.4

April Max

Min

17.6

4.6

20.0

7.1

26.2

12.9

20.1

6.6

18.7

3.9

22.8

14.0

28.3

17.0

May Max

Min

23.5

10.6

22.5

13.1

29.1

17.7

21

11.6

21.3

9.5

25.1

17.4

30

22.6

June Max

Min

25.4

14.1

24.4

15.2

29.2

20.1

22.2

13.6

22.5

13.5

26.1

19.5

30.7

22.6

July Max

Min

26.8

14.9

25.9

15.6

30.4

20.5

25.3

15.3

24.1

13.6

27.1

19.8

31.5

23.1

August Max

Min

25.3

14.7

25.0

15.8

29.1

20

23.8

15

23.0

13.7

25.4

19.6

30.2

22.7

September Max

Min

23.4

11.7

23.1

15

27.5

19.1

22.6

14.2

21.6

12.1

24.7

19.4

30.0

21.9

October Max

Min

18.7

7.4

21.9

10.4

26.1

14.7

21.8

11.7

19.5

5.9

22.7

15.8

29.1

17.7

November Max

Min

13.9

1.4

17.9

5.0

22.6

9.6

19.8

6.4

16.1

-0.5

19.9

11.2

26.1

13.6

December Max

Min

11.2

-1.7

14.5

-1.1

19.1

6.3

18.2

2.5

12.3

-2.3

17.7

9.5

23.0

11.6

 

แผนที่ประเทศภูฏาน

ประเทศภูฏานตั้งอยู่ที่ไหน?

ประเทศภูฏานเป็นประเทศเล็กๆตั้งอยู่ในแถบเเทือกเขาหิมาลัย ติดกับทิเบตและอินเดีย มีเนื้อที่ 38,394 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 700,000 คน ประเทศภูฏาน

จริงๆแล้วมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายเมืองแต่เนื่องด้วยถนนที่ไม่ค่อยดีมากมาย ตอนนี้ 3 เมือง ได้แก่ เมืองพาโร เมืองทิมพู และเมืองพูนาคา ถนนดีมากแล้วถ้าเทียบกับปี 2016 ระหว่างเมืองทิมพูไปยังเมืองพูนาคาที่ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 3 ชั่วโมง แต่ตอนนี้ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงในการเดินทางระหว่างเมือง เราคิดว่าในปี 2021 ถนนน่าจะดีไปยังเมืองบุมตัง

 

ดูแผนที่ภูฏานได้จาก Google:

ป้อมปราการดอปจิ(Dobji Dzong)

เป็นป้อมปราการต้นแบบแรกๆของประเทศ คำว่า (โดก้า)Dogar แปลว่าเส้นพรมแดนสีขาว ป้อมปราการแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างนึงคือเส้นพรมแดนสีขาวทั้งห้าของเมืองโดก้า

ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ คศ 1531 โดย Ngawang Chogyalซึ่งเป็นพี่ชายของ Chojie Drukpa kuenleyหรืออีกชื่อนึงคือ Divine Madmanซึ่งชาวภูฏานเชื่อว่าท่านเกิดมาเป็นเทพและมีพลังศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เกิด ตามตำนานเชื่อว่าท่าน Ngawang Chogyalเดินทางตามลำน้ำใต้บัลลังก์ของ Milarepa ในทิเบตจนมาเจอต้นน้ำซึ่งอยู่ใต้ป้อมปราการดอปจิแห่งนี้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศภูฏาน:

Reference:

Tourism Council of Bhutan : https://www.tourism.gov.bt

Entryway, Drugyel Dzong

ป้อมปราการดรุงเกล (Drugyel Dzong) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ๆหน้าสนใจ ป้อมปราการแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1646โดยท่านชับดรุงเพื่อเป็นที่ระลึกในสงครามกับทิเบต ในปี 1951 ป้อมปราการแห่งนี้ได้ถูกไฟไหมแทบจะทั้งหมดแต่ก็ยังเหลือเค้ารางให้หน้าชม ซึ่งเป็นสถามที่ๆสวยและมีวิวที่หน้าดู ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการบูรณะ

ป้อมปราการดรุงเกล

ป้อมปราการดรุงเกล

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศภูฏาน:

หากท่านสนใจ ทัวร์ภูฏาน แพคเกจภูฏาน แบ็คแพ็คภูฏาน เดินทางส่วนตัวไปภูฏาน พักโรงแรม5ดาวภูฏาน ราคาเป็นกันเองไม่แพง ไม่ต้องเสี่ยงโอนเงินเอง หรือ ปรึกษาเรื่อง เดินทางไปภูฏาน สามารถโทรหาเราได้ที่ 02-0860080 -1 เราการันตีเรื่องวีซ่าภูฏาน พร้อมเอกสารที่ท่านจะได้รับก่อนเดินทางไปภูฏาน

ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 9:00 – 18:00

การท่องเที่ยวภูฏาน : https://www.tourism.gov.bt

 

วัดจังซ่า

วัดจังซ่า

วัดจังซ่า (Jangtsa Dumgtseg Lhakhang) เป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ตำบลจังสาในเมืองพาโร วัดแห่งนี้เป็นที่สังเกตุง่ายเพราะเป็นวัดที่ตัววัดออกแบบมาให้เหมือนเจดีซึ่งหายากมากในประเทศภูฏาน

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมเขาซึ่งอยู่ระว่างเมืองพาโรและเมืองดอปจชาริ ตามตำนานเล่าว่าวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยนักบุญนามว่า Thangtong Gyalpoท่านได้กำราบปีศาจงูและผนึกอยู่ใต้วัดแห่งนี้ อีกตำนานได้เว่าวัดแห่งนี้ได้สร้างขึ้นบนศีรษะของปีศาจ

 

วัดจังซ่า

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศภูฏาน:

หากท่านสนใจ ทัวร์ภูฏาน แพคเกจภูฏาน แบ็คแพ็คภูฏาน จัดกรุ๊ปภูฏาน  เดินทางส่วนตัวไปภูฏาน privateทัวร์ไปภุฏาน พักโรงแรม3-5ดาว ตั๋วเครื่องบินไปภูฏาน กรุ๊ปเหมาภูฏาน  เช็คราคาและเสนอราคาโรงแรมให้ได้เลย ราคาเป็นกันเองไม่แพง ไม่ต้องเสี่ยงโอนเงินเอง หรือ ปรึกษาเรื่อง เดินทางไปภูฏาน สามารถโทรหาเราได้ที่ 02-0860080 -1 เราการันตีเรื่องวีซ่าภูฏาน พร้อมเอกสารที่ท่านจะได้รับก่อนเดินทางไปภูฏาน

ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 9:00 – 18:00

ติดต่อเราผ่าน LINE: @gebpow

การท่องเที่ยวภูฏาน : https://www.tourism.gov.bt

 

สนามบินพาโร หรือ Paro International Airport นั้นเป็นสนามบินระหว่างประเทศแห่งแรกของประเทศภูฏานอยู่ที่เมืองพาโร สนามบินเมืองพาโรนั้นสวยมากเพราะอยู่ใจกลางหุบเขา จุดนี้เราสามารถชมวิวได้และถ่ายรูปได้ รอบๆสนามบินจะมีโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง

สนามบินพาโร

สนามบินพาโร

จุดนี้จะเรียกว่า “Paro Bird Eye View” เป็นจุดที่เราจะจอดรถให้ลูกค้าของเราได้ถ่ายรูปกับสนามบินเมืองพาโรแบบสวยๆ บางครั้งอาจจะโชคดีห็นเครื่องบินขึ้นหรือลงอีกด้วย

สนามบินพาโร สนามบินพาโร สนามบินพาโร

เมื่อลงจากเครื่องบิน

เมื่อท่านลงจากเครื่องทานจะรู้สึกถึงความสดชื่นจากอากาศประเทศภูฏานซึ่งเป็นประเทศที่มี Carbon Negative คือมีต้นไม้ที่ผลิตออกซิเจนให้เราได้หายใจมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ ท่านสามารถถ่ายรูปของรันเวเครื่องบิน เครื่องบิน ได้สักพักหนึ่ง

สนามบินพาโร สนามบินพาโร

สนามบินพาโร

ภายในสนามบิน

เมื่อเข้ามาภายในสนามบินเราจะเข้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศภูฏาน ที่นี่จะไม่ใหญ่เหมือนที่ประเทศอื่นๆ เพราะเครื่องบินขึ้นลงมีวันละไม่กี่เที่ยวเท่านั้นเอง มีเพียงแค่สองสายการบินให้บริการ ในนี้จะมีที่แลกเงิน และเราสามารถซื้อซิมโทรศัพท์ใช้ได้เลยที่นี่ เราแนะนำว่าให้เค้าทำให้เราใช้ได้เลยดีกว่าซื้อไปทำเอง อีกเรื่องที่สำคัญมากๆคือให้เข้าห้องน้ำเลยเพราะว่าที่นี่ห้องน้ำสะอาดมาก

สนามบินพาโร

สนามบินพาโร

คำแนะนำ:

  • ควรเข้าห้องน้ำที่นี่ให้เรียบร้อยเพราะที่สนามบินนั้นสะอาดมาก เมืองพาโรไม่ใช่เมืองใหญ่ฉนั้นห้องน้ำสะอาดมีเพียง ที่โรงแรม ร้านอาหาร เท่านั้น
  • ในสนามบินจะขาย SIM Card มือถือ ที่ประเทศภูฏานมีเพียงสองยี่ห้องเท่านั้น นั่นคือ B-Mobile และ Tashi Cell ท่านสามารถซื้อที่นี่ได้เลย เราแนะนำว่าต้องจัดการใส่ซิมมือถือที่นี่เค้าจัดการให้เรียบร้อยใหใช้ได้ก่อนออกจากจุดนี้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศภูฏาน:

หากท่านสนใจ ทัวร์ภูฏาน แพคเกจภูฏาน แบ็คแพ็คภูฏาน จัดกรุ๊ปภูฏาน  เดินทางส่วนตัวไปภูฏาน privateทัวร์ไปภุฏาน พักโรงแรม3-5ดาว ตั๋วเครื่องบินไปภูฏาน กรุ๊ปเหมาภูฏาน  เช็คราคาและเสนอราคาโรงแรมให้ได้เลย ราคาเป็นกันเองไม่แพง ไม่ต้องเสี่ยงโอนเงินเอง หรือ ปรึกษาเรื่อง เดินทางไปภูฏาน สามารถโทรหาเราได้ที่ 02-0860080 -1 เราการันตีเรื่องวีซ่าภูฏาน พร้อมเอกสารที่ท่านจะได้รับก่อนเดินทางไปภูฏาน

ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 9:00 – 18:00

ติดต่อเราผ่าน LINE: @gebpow

การท่องเที่ยวภูฏาน : https://www.tourism.gov.bt

 

วัดตัมชอง

วัดตัมชอง

วัดตัมชอง (Tamchog lhakhang) ที่สร้างขึ้นเพื่อนักบุญThangthong Gyalpoหรืออีกชื่อนึงคือผู้สร้างสะพานเหล็กในศตวรรษที่13วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างทางจากเมืองพาโรไปยังเมืองทิมพูจะเห็นเด่นชัดมากเพราะจะมีวัดเดียวระหว่างเมืองที่มีสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำเล็กๆ สะพานเหล็กนี้เป็นไม่กี่สะพานที่เหลืออยู่ที่สร้างจากนักบุญ Thangthong Gyalpo

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศภูฏาน:

หากท่านสนใจ ทัวร์ภูฏาน แพคเกจภูฏาน แบ็คแพ็คภูฏาน จัดกรุ๊ปภูฏาน  เดินทางส่วนตัวไปภูฏาน privateทัวร์ไปภุฏาน พักโรงแรม3-5ดาว ตั๋วเครื่องบินไปภูฏาน กรุ๊ปเหมาภูฏาน  เช็คราคาและเสนอราคาโรงแรมให้ได้เลย ราคาเป็นกันเองไม่แพง ไม่ต้องเสี่ยงโอนเงินเอง หรือ ปรึกษาเรื่อง เดินทางไปภูฏาน สามารถโทรหาเราได้ที่ 02-0860080 -1 เราการันตีเรื่องวีซ่าภูฏาน พร้อมเอกสารที่ท่านจะได้รับก่อนเดินทางไปภูฏาน

ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 9:00 – 18:00

ติดต่อเราผ่าน LINE: @gebpow

การท่องเที่ยวภูฏาน : https://www.tourism.gov.bt

 

สายการบินภูฏาน นั้นมีเพียงแค่สองสายการบิน นั่นคือ:

  1. สายการบินดรุกแอร์ Druk Air Royal Bhutan Airlines (เป็นสายการบินแห่งชาติเหมือนการบินไทยของเรา)
  2. สายการบินภูฏานแอร์ Bhutan Airline (เป็นสายการบินเอกชน)

บริษัทเราทำงานกับทั้งสองสายการบินมาอย่างยาวนาน เราสามารถบอกได้เลยว่าเรื่องบริการของทั้งสองสายการบินนั้นเทียบเท่ากันและความสามารถของนักบินก็เท่ากัน ทั้งสองสายการบินต้องจอดที่อินเดียวเป็นเวลา 45 นาทีเพื่อเติมน้ำมันและทำความสะอาดเครื่องเหมือนกันแต่ผู้โดยสารไม่ต้องลงจากเครื่อง สายการบินภูฏาน

จำนวนที่นั่งและ Class ของที่นั่ง

สายการบินภูฏาน
จำนวนที่นั่งของสายการบินภูฏานแอร์

รูปที่นั่งและชั้นที่นั่งของ Bhutan Airline (Bhutan Airline มี 8 Business/36 Premium Economy/ 78 Economy)

สายการบินภูฏาน
จำนวนที่นั่งของสายการบินดรุก

จำนวนที่นั่งและชั่นของที่นั่งของสายการบิน Druk Air (Druk Air มี 16 Business/102 Economy)

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับทั้งสองสายการบิน:

  1. ถ้าหากคุณจะเดินทางหลายท่านควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย เดือนนึงถึงสองเดือน เพราะเมืองไทยเป็นฮัพใหญ่ที่สุด นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศต้องมาขึ้นเครื่องที่เมืองไทยฉนั้นทุกประเทศส่วนมากจะจองตั๋วเครื่องบินจากเมืองไทย
  2. Druk Air มี Business Class 16 ที่นั่ง/ Bhutan Airline มี Business Class เพียง 8 ที่นั่ง
  3. Bhutan Airline มี Premium Economy ซึ่งที่นั่งจะใหญ่ขึ้นนิดนึงมีบริการดีขึ้น
  4. ทั้งสองสายการบินออกเช้าทั้งคู่
  5. Druk Air เพิ่งเพิ่ม Flight บ่ายทำให้วันนึงมีเพียงแค่ 3 เที่ยวบินต่อวันเท่านั้น

ข้อแนะนำ

  • ถ้าอยากเห็นเทือกเขาหิมาลัยควรนั่งเครื่อง ด้านซ้ายจากเมืองไทย ด้านขวาถ้ามาจากเมืองพาโร
  • ควรจองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อยเดือนนึงถึงเดือนครึ่ง
  • ขอออก ควรไป Check-in เร็วหรือเลือกที่นั่งด้านหน้า เพราะว่านอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่มาเที่ยวเมืองไทยจะค่อนข้างแยอะเพราะทั้งสองสายการบินนั้นจะจอดที่ประเทศอินเดีย เนืองจากประเทศอินเดียมีประชากรแยอะหากโชคไม่ดีอาจจะต้องนั่งข้างคนมีกลิ่นตัว

Website ของทั้งสองสายการบิน

 

ตั๋วเครื่องบินภูฏานราคา?

ราคาตั๋วเครื่องบินไปภูฏานโดยปกติแล้วราคาจะประมาณ 25,xxx – 27,xxxx บาท ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท และภาษี บางท่านอาจเห็นเพื่อนที่เคยไปภูฏานทำไมถูกแค่ 3x,xxx กว่าบาทเอง เป็นเพราะว่าทางรัฐบาลภูฏานได้จัด “Bhutan – Thailand Friendship Offer.” เพื่อสงเสริมการท่องเที่ยวภูฏานให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยในปี 2014โดยการลดค่าโดยการล 50% ไม่เก็บค่าเข้าประเทศโดยโครงการนั้นอยู่ในเดือน มิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคมซิ่งเป็นช่วง Low Season ของภูฏาน หลังจากนั้นอีกสองปีทางสายการบินก็ได้มีการลดราคาช่วงนั้น ประมาร30% ทุกปีให้คนไทย จนปี 2017 ทางสายการบินไม่มีโปรโมชั่นนี้ให้กับคนไทยอีก แต่ประเทศภูฏานจริงๆแล้วสามารถเที่ยวได้ทั้งปี ทุกเดือนมีความสวยแตกต่างกัน