เดินทางไปภูฏาน 

การเดินทางไปประเทศภูฏาน

ประเทศภูฏานจะไม่เหมือนประเทศอื่นเพราะที่ประเทศภูฏานนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวเองได้ ต้องผ่านบริษัททัวร์ที่ประเทศภูฏานหรือบริษัทที่ทำทัวร์ภูฏานโดยเฉพาะเท่านั้น เพราะทางการท่องเที่ยวภูฏานจะเก็บค่า “ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” เป็นจำนวน US$65 ต่อคน ต่อวัน สำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน 

การขอวีซ่าไปประเทศภูฏาน

การขอวีซ่าไปประเทศภูฏานนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่จะต้องผ่านบริษัททัวร์ที่ท่านซื้อแพคเกจทัวร์เท่านั้น และทุกบริษัทจะต้องออกวีซ่าจากประเทศภูฏานเพราะรัฐบาลภูฏานต้องเก็บเงินและภาษีในการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวทุกคน โดยเอกสารที่ใช้ในการขอวีซ่าภูฏานจะต้องยื่นพร้อมรายละเอียดของการท่องเที่ยว มีระบุโรงแรมที่จะเข้าพักและเมืองที่จะเดินทาง เอกสารที่ใช้จะต้องมีดังนี้:

  1. รูปถ่ายหน้า Passport
  2. รูปถ่ายหน้าตรงพื้นหลังสีขาวหรือสีฟ้า

รูปตัวอย่างของหน้าPassportที่จะใช้เพื่อขอวีซ่าภูฏาน

ตัวอย่างรูปที่ถูกต้องเพื่อใช้ขอวีซ่าภูฏาน

ท่านสามารถส่งเอกสารเหล่านี้ไปทางอีเมล์ของบริษัท เพื่อที่ทางเจ้าหน้าที่ประจำประเทศภูฏานจะทำการกรอกข้อมูลและจะยื่นพร้อมรายละเอียดทัวร์ของท่าน โดยส่วนมากบริษัทจะทำการยื่นวีซ่าให้เมื่อลูกทัวร์ทั้งกลุ่มได้ชะรำเงินค่าทัวร์ครบแล้วเพราะว่าวีซ่าจะต้องออกเป็นกรุ๊ปและมีผลต่อราคาทัวร์

สายการบิน

สายการบินที่เดินทางไปประเทศภูฏานมีเพียงแค่สองสายการบิน และออกจากกรุงเทพสายการบินละเที่ยวบินเท่านั้นเอง  สองสายการบินที่เดินทางไปประเทศภูฏานได้แก่:

1. Druk Air (ดรุ๊กแอร์)

2. Bhutan Airline (ภูฏานแอร์ไลน์)

ภูฏานแอร์ไลน์ ภูฏานแอร์ไลน์ ภูฏานแอร์ไลน์ ภูฏานแอร์ไลน์ ภูฏานแอร์ไลน์ 

โดยเครื่องบินของทั้งสองสายการบินใช้เครื่องบินรุ่นเดียวกันนั่นคือ AIRBUS a319

ที่ภูฏานต้องใช้เครื่องบินเล็กเพราะว่า Runway ที่ประเทศภูฏานนั้นไม่ยาวมากประกอบกับก่อนเครื่องทำการลงจอดนักบินต้องบังคับเครื่องด้วยตัวเองผ่านหุบเขาและเลี้ยวโค้งลงจอด เป็นอีกหนึ่งความประทับใจเพราะจะได้ชมวิวสวยงามก่อนลงจอดนั่นเอง

ภาพ Panorama จากจุดชมวิว Bird Eye View ของสนามบินภูฏาน

https://www.youtube.com/watch?v=zXWTqufiu50

เรามาชมการลงจอดของเครื่องบินที่สนามบินพาโรกันนะคะ

ข้อแตกต่างของทั้งสองสายการบินคือ

  1. สายการบิน Druk Air คือสายการบินประจำชาติเหมือนการบินไทยบ้านเรา ส่วนสายการบิน Bhutan Airline นั้นเป็นสายการบินบริหารงานโดยเอกชน
  2. สายการบิน Bhutan Airline จะเป็นสายการบินที่บริษัททัวร์ในประเทศไทยใช้มากที่สุดเพราะเวลาการเดินทางสามารถไปถึงประเทศภูฏานแล้วสามารถเที่ยวได้เลย โดยเครื่องจะออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 6:30 และจะถึงประเทศภูฏานใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมง โดยทั้งสองสายการบินจะหยุดที่ประเทศอินเดียประมาณ 45 นาทีโดยผู้โดยสารไม่ต้องลงจากเครื่องบิน

หากผู้ที่อยากไปเที่ยวภูฏานแบบส่วนตัวกลุ่มเล็กๆสามารถเลือกเดินทางโดยสายการบิน Druk Air ก็ได้

จำนวนที่นั่งและ Class ของที่นั่ง

รูปที่นั่งและชั้นที่นั่งของ Bhutan Airline (Bhutan Airline มี 8 Business/36 Premium Economy/ 78 Economy)

จำนวนที่นั่งและชั่นของที่นั่งของสายการบิน Druk Air (Druk Air มี 16 Business/102 Economy)

จะเห็นได้ว่าที่นั่งของทั้งสองสายการบินนั้นมีจำกัดนอกจากจะรับคนไทยแล้วจะต้องรับคนภูฏาน อินเดีย และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางไปประเทศภูฏานอีก ฉนั้นการจองทัวร์หรือจะเดินทางไปภูฏานจะต้องซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า

ราคาตั๋วเครื่องบิน

ราคาตั๋วเครื่องบินจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าเป็นช่วง High Season หรือ Low Season แต่ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ไป-กลับ ระหว่าง กรุงเทพ-พาโร

ราคาตั๋วเครื่องบินภูฏาน ราคาตั๋วเครื่องบินภูฏาน ราคาตั๋วเครื่องบินภูฏาน 

ค่าใช้จ่ายในการไปภูฏาน

ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประเทศภูฏานนั้นทางรัฐบาลกำหนดให้ราคาขั้นต่ำของแพคเกจทัวร์ต่อคน ต่อวัน สำหรับการเดินทางขั้นต่ำ 3คน ดังต่อไปนี้:

  • ช่วง High Season ราคาขั่นต่ำจะอยู่ที่ US$250 ต่อคนต่อวัน (March, April, May, September, October, and November)
  • ช่วง Low Season ราคาขั้นต่ำจะอยู่ที่ US$200 ต่อคนต่อวัน (January, February, June, July, August, and December)

โดยราคานี้จะรวมอาหาร โรงแรมที่พักระดับขั้นต่ำ 3 ดาว ค่ารถ และค่าท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เป็นเงิน US$65แล้ว (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน)

หากลูกค้าท่านไหนต้องการพักโรงแรมระดับเกินสามดาวและเดินทางเองโดยไม่ต้องใช้หัวหน้าทัวร์สามารถขอแพคเกจทัวร์จากเราได้เลย โดยเราจะมีไกด์ท้องถิ่น บริการดี เป็นกันเอง และสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ คอยดูแลท่านตลอดการเดินทาง

ค่าใช้จ่ายไปภูฏาน ค่าใช้จ่ายไปภูฏาน ค่าใช้จ่ายไปภูฏาน ค่าใช้จ่ายไปภูฏาน 

อาหารประเทศภูฏาน

อาหารลักษณะเด่นที่สุดของประเภทอาหารในภูฏาน คือ รสจัดจ้านของพริก พริกเป็นส่วนผสมสำคัญที่ใช้ในเกือบจะทุกจานอาหาร ชาวภูฏานส่วนมากจะไม่รู้สึกเพลิดเพลินกับมื้ออาหารถ้าไม่มีรสเผ็ด อาหารส่วนมากจะมีผักเป็นส่วนประกอบและผักที่ภูฏานนั้นอร่อยมาก หวาน กรอบ และที่สำคัญยังเป็นผักออแกนิคอีกด้วย

เนื่องจากประเทศภูฏานเป็นเมืองพุทธ ประชาชนของประเทศภูฏานจะไม่ฆ่าสัตย์ เพราะฉนั้นเนื้อสัตย์ในประเทศภูฏานจะถูกนำเข้ามาจากประเทศอินเดียซะเป็นส่วนใหญ่ทั้ง หมู เนื้อ ไก่ และ ปลา เนื้อหมูในประเทศภูฏานต่างจากเนื้อหมูเมืองไทยของเราเพราะว่าที่ภูฏานนิยมบริโภคเนื้อหมูสามชั้นและจะมีมันหมูอยู่มากกว่า 70% ดังนั้นเราจึงไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่งให้สั่งเมนูหมูที่ประเทศภูฏาน

รูปนี้เป็นตัวอย่างเมนูหมูที่คนภูฏานทานและมีแต่เนื้อหมูแนวนี้ขายตามตลาดเช่นกัน –“

ประเทศภูฏานอยู่ในแทบเทือกเขาจะไม่มีอาหารทะเลและเราไม่แนะนำให้ทานอาหารทะเลในประเทศภูฏานเพราะว่าอาหารทะเลจะไม่สดและอาจจะเกิดอาการท้องเสียได้

ข้าวเป็นอาหารหลักในแต่ละมื้อของชาวภูฏาน และมักจะมีกับข้าว 1-2 อย่าง อันประกอบไปด้วยเนื้อและผัก เนื้อหมู, เนื้อวัว และเนื้อไก่ เป็นเนื้อที่ถูกรับประทานบ่อยๆ และผักทั่วๆ ไปที่ชาวภูฏานรับประทานบ่อยๆ คือ ผักขม, ฟักทอง, หัวผักกาด, หัวไชเท้า, มะเขือเทศ, พืชริมน้ำ, หัวหอม และถั่วแขก ชาวภูฏานจะปลูกข้าว, บัควีท และข้าวบาเล่  ในหลายภูมิภาคของประเทศขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของพื้นที่นั้นๆ

รายชื่ออาหารด้านล่างนี้คืออาหารที่เป็นที่นิยมของชาววภูฏาน

เอมาดัทชิ (Ema Datshi) : เป็นอาหารประจำชาติภูฏาน ที่ผสมพริกกับชีทพื้นเมืองแสนอร่อย รู้จักในชื่อ ดัทชิ อันเป็นอาหารจานหลักเกือบทุกมื้อ และสามารถพบเจอได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ความแตกต่างของเอมา ดัทชิ ในแต่ละพื้นที่นั้นขึ้นอยู่กับการใส่ ถั่วแขก, เฟิร์น, มันฝรั่ง, เห็ดหรือเปลี่ยนชีสธรรมดาเป็นชีสจากนมจามรี

เอมาดัทชิ (Ema Datshi)

โมโมส (Momos) : นี่เป็นเกี๊ยวในแบบฉบับภูฏาน ใส่ไส้หมู, เนื้อ หรือกระหล่ำปลี และชีส มักรับประทานกันในโอกาสพิเศษ เป็นรสชาติดั้งเดิมที่ชาวภูฏานโปรดปราน

โมโมส (Momos)

พักชาพา (Phaksh Paa) : ปรุงด้วยหมูกับพริกแดง จะใส่หัวไชเท้าหรือผักขมลงไปด้วยก็ได้ มักนิยมนำไปตากแห้ง (เรียกว่า สิคาม Sicaam) เฮินโท (Hoentoe) : บัควีทที่มีกลิ่นหอมห่อเป็นก้อนใส่ไส้หัวผักกาดเขียว, ดัทชิ (ชีส), ผักขม และส่วนผสมอื่นๆ

พักชาพา (Phaksh Paa)

จาชา มารุ (Jasha Maru) : ไก่สับกับพริก, มะเขือเทศ และส่วนผสมอื่นๆ มักเสิร์ฟพร้อมกับข้าว

จาชา มารุ (Jasha Maru)

ข้าวแดง : ข้าวนี้จะคล้ายๆ ข้าวกล้อง และอุดมไปด้วยสารอาหาร เมื่อนำไปทำอาหารสีจะซีดลงเป็นสีชมพู นิ่มและเหนียวเล็กน้อย

 สภาพอากาศภูฏาน

สภาพภูมิอากาศในประเทศภูฏานนั้นมีความแตกต่างกันอย่างยิ่งยวด การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและอุณหภูมิสามารถพิจารณาได้ว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยสำคัญคือ ความแตกต่างทางความสูงเหนือระดับน้ำทะเลในแต่ละพื้นที่ของประเทศและอิทธิพลจากลมมรสุมอินเดีย

ข้อแนะนำ: การตรวจดูสถาพอากาศก่อนเดินทางไปภูฏานควรดูเป็นเมืองๆไป เช่น เมืองพาโร เมืองทิมพู และเมืองพูนาคา เพราะว่าประเทศภูฏานอยู่ในแนวเทือกเขาหิมาลัยเมืองแต่ละเมืองจึงอยู่ที่ความสูงคนละระดับ เมืองทิมพูจะสูงที่สุดในสามเมือง เมืองพาโรจะหนาวน้อยกว่าเมืองทิมพูนิดหน่อย และเมืองพูนาคาจะอุ่นที่สุดในสามเมืองที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปเที่ยวกัน

ภาคใต้ของภูฏานมีสภาพอากาศร้อนชื้นที่ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดทั้งปี อุณหภูมิสามารถผันแปรได้ระหว่าง 15-30 องศาเซลเซียส ในภาคกลางของประเทศมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็น มีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร ป่าไม้จะผลัดใบในช่วงฤดูร้อนและช่วงอากาศเย็น รวมถึงฤดูหนาว ในภาคเหนือที่ห่างไกลมีสภาพอากาศเย็นในระหว่างฤดูหนาว บริเวณยอดเขาจะถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดเวลาและตีนเขาด้านล่างยังคงหนาวเย็นในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากความสูงของภูมิประเทศ

ลมมรสุมอินเดียจะมาถึงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนถึงปลายเดือนกันยายนและอยู่บริเวณชายแดนทางทิศใต้ของประเทศภูฏาน โดยส่วนใหญ่มันจะนำฝนตกอย่างหนักและความชุ่มชื้นมาสู่บริเวณนี้ และมีปริมาณน้ำฝนในภาคตะวันตกประมาณ 60 และ 90 เปอร์เซ็นต์

ในแต่ละปีหิมะจะตกในหลากหลายพื้นที่ของประเทศ ในภาคเหนือที่ติดกับทิเบต ปริมาณหิมะที่ตกลงมาในช่วงหิมะแรกของปี นั้นมีความสูงถึง 40 มิลลิเมตร ในใจกลางภาคกลางมีปริมาณหิมะต่อปีที่ค่าเฉลี่ยประมาณ 1,000 มิลลิเมตร และ7,800 มิลลิเมตรต่อปีในบางพื้นที่ ในเขตชุ่มชื้น, ใกล้เขตร้อนตอนใต้, เขตป่าร้อนชื้น หรือทุ่งหญ้าสะวันนา

ทิมพู (เมืองหลวงของประเทศภูฏาน) จะเข้าสู่ฤดูหนาวในเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และจะไม่มีหิมะจนกว่าจะถึงเดือนมีนาคม เมื่อมีปริมาณน้ำฝนราวๆ 20 มิลิเมตรต่อเดือนและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 220 มิลลิเมตรในเดือนสิงหาคม ซึ่งรวมปริมาณน้ำฝนต่อปีในบริเวณนี้ได้เกือบ 650 มิลลิเมตรเลยทีเดียว

โดยปกติประเทศภูฏานจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิในช่วงต้นเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน ฤดูร้อนจะเริ่มต้นกลางเดือนเมษายน ซึ่งบางครั้งจะมีฝนตกปรอยๆ จนกระทั่งถึงปลายเดือนมิถุนายน และในช่วงฤดูร้อนเริ่มปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกันยายนจะมีฝนตกหนักควบคู่ไปกับลมมรสุมตะวันตก

ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน หลังจากฤดูฝน  ลักษณะพิเศษของที่นี่คือมีแดดจัดและหิมะตกในบริเวณเนินเขาสูง

จากปลายเดือนพฤศจิกายนจนกระทั่งเดือนมีนาคมจะเป็นฤดูหนาว ทุกพื้นที่จะเต็มไปด้วยแม่คะนิ้ง และมีหิมะตกเป็นประจำในพื้นที่เนินเขาที่มีความสูงมากกว่า 3,000 เมตร ฤดูหนาวทางภาคเหนือจะมีลมมรสุม ลมพายุพัดผ่านภูเขาที่สูง ทำให้ภูฏานมีชื่อเรียกว่า ดรุกยุล (Drukyul) ที่มีความหมายในภาษาซองคาว่า แผ่นดินของมังกรสายฟ้า

ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก >> การท่องเที่ยวภูฏาน (Tourism Counsil of Bhutan)