ประวัติศาสตร์ | ภูฏาน

ประวัติศาสตร์ภูฏาน

ประวัติศาสตร์ภูฏานมีศาสนาพุทธเป็นหัวใจสำคัญของชนชาติมาตั้งแต่ในอดีตกาล วัดในพระพุทธศาสนาเป็นสัญลักษณ์ของภูฏาน ที่คนทั่วไปรับรู้ว่ากับภูฏานเป็นดินแดนของศาสนาพุทธบนเทือกเขาหิมาลัย  วัดสำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูฏานมีอยู่ 2 วัด คือ วัดคิชูที่เมืองปาโร (Kyichu Lhakhang) กับวัดจัมเบย์ที่เมืองบุมธัง (Jambay Lahkhang)

ในศตวรรษที่ 8 ท่านกูรู รินโปเช (Guru Rinpoche) เป็นผู้ริเริ่มสร้างศาสนสถานขึ้นในภูฏาน ซึ่งในปัจจุบันเป็นวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงและเป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของภูฏาน คือ วัดKurjey Lhakhang ที่เมืองบุมธัง และวัดทักซังที่เมืองปาโร ต่อมาในศตวรรษที่ 13 จึงได้มีการก่อตั้งอาศรมสำหรับสอนศาสนาพุทธนิกายมหายานฝ่ายตันตระวัชรยานขึ้นทางตะวันตกของภูฏาน หลังจากนั้นก็มีพระลามะอีกหลายท่านมาช่วยกันพัฒนาและสืบทอดศาสนาพุทธในประเทศภูฏานจนเป็นปึกแผ่นมาจนถึงทุกวันนี้

ลามะองค์สำคัญของภูฏานในสมัยศตวรรษที่ 17 คือ ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) เป็นพระผู้นำอีกองค์หนึ่ง ผู้บุกเบิกสร้างอารามสอนศาสนาพุทธนิกายมหายานในประเทศภูฏาน (มีลามะเหมือนทิเบต เรียกว่า Lamaistic Buddhist) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ท่านได้พยายามปลูกฝังและสร้างรากฐานความเป็นชาติของภูฏานด้วยพุทธศาสนาจนเป็นผลสำเร็จ ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล เป็นผู้สร้างอาศรมกึ่งป้อมปราการ หรือซอง (Dzong)ขึ้นที่เมืองทิมพู ท่านได้สร้างวัดและศาสนสถานต่างๆอีกมากมาย และผลักดันจนพระพุทธศาสนาของภูฏาน หรือ Drukpa Kagyu กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติ

เมื่อภูฏานมีศาสนาพุทธเป็นเอกลักษณ์ของชาติแล้ว ท่านซับดรุง งาวัง นัมเยล เป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานการปกครองของภูฏานให้มีการบริหารประเทศออกเป็น 2 ระบบ ซึ่งเป็นการปกครองที่ประกอบด้วยฝ่ายศาสนจักรและฝ่ายฆราวาส ฝ่ายศาสนจักรมีพระสังฆราช หรือเจเคนโป (Je Khenpo) เป็นพระประมุข ส่วนเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เรียกว่า เดซิ (Desi) ต่างก็มีส่วนในการปกครองท้องถิ่นด้วยภูฏานใช้การปกครองแบบนี้มาเป็นเวลา 2 ศตวรรษ จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 19 ฝ่ายฆราวาสในขณะนั้น คือ เจ้าเมืองตรงซา (Trongsa Penlop) ชื่อว่าจิกมี นัมเยล วังชุก (Jigme Namgyal Wangchuk) ซึ่งเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมีอิทธิพลมาก จนได้รับการยอมรับนับถือจากชาวภูฏานทั้งหมด เมื่อเกิดการขัดแย้งเรื่องการปกครองที่เมืองปาโร ท่าน จิกมี นัมเยล วังชุก จึงแต่งตั้งลูกชาย ชื่อว่า จิกเยล อูเก็น วังชุก (Jigyel Ugyen Wangchuk) ขึ้นเป็นเจ้าเมืองปาโร เป็นการได้อำนาจการปกครองอาณาจักรภูฏานโดยปริยาย หลังจากนั้น องค์คณะสงฆ์ที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้ปกครองหัวเมืองต่างๆ ตลอดจนตัวแทนประชาชนได้มารวมตัวกันที่เมืองปูนาคา และทำการเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ จิกเยล อูเก็น วังชุกเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์แรกของภูฏาน ในปี ค.ศ. 1907 นับเป็นการเริ่มต้นรัชกาลแรกของราชวงศ์วังชุก ต่อมาเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ พระโอรสพระนามเดียวกับพระองค์ได้เป็นพระราชาธิบดีของภูฏานสืบต่อมา โดยการปกครองภูฏานภายใต้พระราชาธิบดีทั้ง 2 รัชกาลสงบราบรื่นดี หลังจากนั้น พระราชาธิบดีจิกมี ดอร์จิ วังชุก (Jigme Dorji Wangchuk) ทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 3 ของราชวงศ์วังชุก พระองค์ทรงเป็นผู้นำสมัยใหม่ นำความทันสมัยของโลกมาสู่ภูฏาน ทรงปรับปรุงประเทศจนได้รับสมญานามว่า “ พระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่” (Father of Modern Bhutan) ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล พระองค์ทรงนำภูฏานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ และทรงพัฒนาประเทศและปรับปรุงมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวภูฏานให้ดีขึ้น

ราชวงศ์วังชุกปกครองประเทศภูฏานมาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก (Jigme Singye Namgyal Wangchuck) ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1974 เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์วังชุก

การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อปีค.ศ. 1998 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยให้มีหัวหน้ารัฐบาลและสภาคณะมนตรีทำหน้าที่บริหารประเทศ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการปกครองและลดการรวมศูนย์ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว

ภูฏานร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้วเสร็จเมื่อต้นปี ค.ศ. 2005 โดยศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆกว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของไทย เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

รัฐธรรมนูญภูฏานกำหนดอำนาจหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และอำนาจบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ระบบรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 75 คน และวุฒิสภา 25 คน ส่วนพรรคการเมืองนั้นกำหนดให้มีเพียง 2 พรรคเท่านั้น นอกจากนี้ยังกำหนดวาระการครองราชย์ของพระราชาธิบดีให้อยู่ในตำแหน่งจนถึงอายุ 65 พรรษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ภูฏาน ต้องการลดบทบาทของพระราชาธิบดี และต้องการให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น

ประเทศภูฏานจะจัดการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งจะเป็นวาระที่ภูฏานมีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ครบ 100 ปี

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.2005 ซึ่งเป็นวันชาติภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และประกาศจะทรงสละราชบัลลังก์ให้กับมกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (Jigme Khesal Namgyel Wangchuck) ในปี ค.ศ. 2008

การประกาศสละราชบัลลังก์ของพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย นัมเกล วังชุก ได้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวภูฏานเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามชาวภูฏานยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในกษัตริย์และมกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งได้ประกอบพระราชกรณียกิจร่วมกับพระราชาธิบดีมาโดยตลอด อันที่จริงแล้ว ชาวภูฏานส่วนใหญ่ยังต้องการให้ภูฏานปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป เนื่องจากเกรงว่าการเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยอาจก่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวายและการฉ้อราษฎร์บังหลวงภายในประเทศเหมือนเช่นประเทศเพื่อนบ้าน

 

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในลักษณะค่อยเป็นไปของภูฏานดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ผู้นำประเทศเห็นว่า ภูฏานนั้นจำเป็นจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโลกและปัญหาท้าทายใหม่ๆพร้อมทั้งสามารถตอบสนองกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก

Comments

ใส่ความเห็น